F:ปีกผีเสื้อ # 14

posted on 24 May 2012 20:52 by garnetcolor  in BUTTERFLY
 
 
 
ปีกผีเสื้อ # 14

Min-hold-keY

MinKey , HyunMin

PG - 15
 
 
 
 

 

 

รองเท้าผ้าใบเหยียบย่ำบนพื้นหญ้าที่ขึ้นระเกะระกะ ดวงหน้าหวานเหลียวหลังเป็นระยะเพราะกลัวว่าคนที่ตนกำลังวิ่งหนีจะตามมา เขานึกอยากขอบคุณดวงจันทร์เหลือเกินที่ยังพอฉายเด่นให้เห็นทางในคืนเงียบสงัดเช่นนี้ ทว่าภายในใจของเขากำลังมืดมน แสงแห่งความหวังที่มีเปี่ยมก่อนจะเข้าไปในโกดังร้างถูกดับสนิทเมื่อรับรู้เบาะแสเกี่ยวกับพ่อแม่ของตนไม่เป็นดังคาด

ต้นหญ้าที่ขึ้นปกคลุมหนาทำให้คนอยู่ในห้วงคำนึงไม่ระวัง สะดุดกับรากต้นไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวดิน แรงที่ใช้วิ่งมาเรื่อยๆเสริมให้คีย์ถลาตัวไปด้านหน้าไกลกว่าปกติ

และการหกล้มนั้นก็ดึงสติของคนบาดเจ็บให้อยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง มือบางเท้าลงบนพื้นดินชื้น พยายามพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น แต่เมื่อลงน้ำหนักขาซ้ายเต็มที่ เขาก็กลับทรุดฮวบลงนั่งพับกับพื้น

เขามองไม่เห็นเลือดที่ซึมบนเนื้อผ้าของกางเกง แต่ก็สัมผัสถึงความเจ็บตรงหัวเข่า

 

สวบ..สวบ..
 

เสียงที่แว่วเข้าหูรั้งหน้าหวานหันมองก่อนจะเขยิบตัวซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ แผ่นหลังบางพิงกับลำต้น งอเข่าคุดคู้แล้วใช้มือสองข้างรวบไว้ราวกับต้องการใช้พื้นที่ซ่อนตัวให้น้อยที่สุด เสียงประหลาดเมื่อครู่เงียบไปแล้ว ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นก็กำลังเชื้อชวนให้คนเหนื่อยอ่อนเข้าสู่ความคิดของตัวเองอีกรอบ

ความเป็นไปได้เรื่องการมีชีวิตของพ่อกับแม่แทบจะเหลือศูนย์ แต่คีย์ก็ไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว ความผูกพันทางสายเลือดก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ช่วงเวลาร่วมสิบปีที่ไม่มีท่านทั้งสองคอยเลี้ยงดูต่างหากที่ทำให้ความแนบแน่นในสายสัมพันธ์นั้นไม่มากเท่าครอบครัวอื่น

แต่สิ่งที่จะทำให้เขาเสียใจมากกว่าเรื่องพ่อกับแม่ก็เห็นจะเป็นเรื่องคนที่สั่งฆ่าพวกท่าน แค่คำพูดของจองฮยอกที่บอกเล่าออกมาก็ทำให้คีย์รู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตจนชาไปทั่วตัว แล้วก็วันหนึ่งที่มีหลักฐานมายืนยันว่าสิ่งที่จองฮยอกพูดเป็นความจริง เขาจะเป็นเช่นไร

หน้าหวานซบลงกับหัวเข่า ไม่ใส่ใจกับความสกปรกของกางเกง ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในใจไม่ต่างอะไรจากการยืนอยู่บนหน้าผาตามลำพัง เขาแค่หวังให้มีใครอีกสักคนยืนอยู่ด้วยกัน คอยปลอบโยนในวันที่พายุพัดโถมใส่จนต้านแรงไม่ไหว สุดท้ายมือที่เขาเชื่อมั่นว่าจะไม่มีมันปล่อยจากกันก็เป็นแค่สิ่งที่คีย์ทึกทักไปเอง

เสียงฝีเท้าที่วางลงอย่างมั่นคงบนพื้นชื้นกลิ่นดิน จังหวะการก้าวที่ไม่เร่งรีบเหมือนตามหาของบางอย่าง หน้าหวานเงยขึ้นพลางขยับตัวแอบดูผ่านพุ่มไม้ด้วยใจที่คิดว่าน่าจะเป็นมินโฮ

ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าหนักของตนไปตามทาง เขาไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้อย่างที่คาดไว้ก่อนเข้าไปช่วยคีย์ แต่สิ่งที่จองฮยอกบอกเขานั้นเป็นอาวุธที่ทำร้ายเขาได้เจ็บสาหัสยิ่งกว่าปืนเสียอีก

การมองจองฮยอกก็เหมือนมองตัวเอง นิสัยและการกระทำของคนที่มีเป้าหมายและพยายามไปถึงจุดนั้นทำให้เราทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้มาโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือจะต้องทำร้ายใครอีกสักกี่คน คำพูดของจองฮยอกอาจไม่เป็นความจริง แต่นั่นก็พอจะสร้างรอยปริร้าวในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นมาตลอด

 

“ มินโฮ ”

แสงจันทร์ต้องใบหน้าคมเข้มของคนที่เดินผ่านร่มไม้ คีย์จึงคลี่ยิ้มและเรียกชื่อ มินโฮหันมอง ยืนนิ่งราวกับว่าไม่รู้จะทำตัวอย่างไรยามที่เขายังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้

คนตัวบางกัดฟันเดินให้เป็นปกติมาหามินโฮ แม้ทุกครั้งที่ขาซ้ายย่างก้าวจะเจ็บแปลบอยู่ไม่น้อย

“ ไม่เจ็บตรงไหนใช่มั้ย ”

และเป็นอีกประโยคที่คนตัวบางถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

มินโฮทำเพียงสั่นหน้าแล้วเดินต่อ คีย์รับรู้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไป เขาก็แค่หวังว่าระยะเวลาที่ช่วยให้พวกเขามีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะช่วยให้บรรยากาศแบบนี้จางหายไปในไม่ช้า

สองเงาที่ทอดยาวทาบลงบนถนนดินลูกรัง คีย์เดินเยื้องไปด้านหลังมินโฮเล็กน้อย คีย์เงยหน้ามองมินโฮเป็นระยะ ท่วงท่าการเดินของมินโฮคล้ายคนกำลังคิดหนัก ถ้าเป็นเรื่องอื่น คีย์คงเอ่ยถามเพื่อให้อีกคนเล่าให้ฟัง แต่ ณ วินาทีนี้ เขารู้ว่าเรื่องที่มินโฮขบคิดน่าจะเป็นเรื่องของตน เขาก็เลือกที่จะปิดปากแล้วปล่อยให้เสียงลมพัดผ่านมานั้นทำลายความเงียบแทน

มือของคีย์เย็นชื้นอาจเพราะความกลัวจากเหตุการณ์ในโกดังยังไม่หายไปเสียหมด ดวงตาเรียวมองมือของมินโฮที่กวัดแกว่งข้างตัวน้อยๆ ก็คิดอยากจะจับมือนั้นเหมือนที่ผ่านมา คีย์อมยิ้มบางให้กำลังใจตัวเองก่อนขยับเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเดินไปใกล้มินโฮและสอดมือของตัวเองเข้าไปในอุ้งมือหนาเพื่อสัมผัสความอบอุ่น

คนตัวสูงมองทุกการกระทำของคีย์ผ่านหางตา คนตัวเล็กเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา แค่ปลายนิ้วก้อยที่แตะลงบนมือเขา มินโฮก็ดึงมือกลับเข้าไปสอดในกระเป๋ากางเกงตัวเองทันที

การกระทำของเขาไม่ใช่สิ่งที่ควรทำกันและเขาเองก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีให้ใครได้ยิน หัวใจและสมองของเขากันตบตีกันยุ่งเหยิง ตัวตนของคีย์ หัวใจของคีย์ ความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะชั่งน้ำหนักให้สิ่งใดมากกว่าหรือน้อยกว่า เขาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ และจนกว่าจะถึงวันที่เขาตัดสินใจเลือกระหว่างปรารถนาของคนหรือคนข้างตัว เขาจะไม่ทำให้ตัวเองไขว้เขวเพราะความใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้

ขาเรียวผ่อนความเร็วลง เงาของพวกเขากำลังเคลื่อนห่างจากกัน เขามองเห็นแค่แผ่นหลังของคนตัวสูง คีย์สูดลมหายใจลึกที่สุด หลับตาให้กับอนาคตของตัวเอง ภาพวาดในสมองที่เคยมีเขากับมินโฮชัดเจน บัดนี้ตัวของมินโฮกำลังค่อยๆเลือนลางกลายเป็นเพียงกลุ่มหมอกควันเท่านั้น

 

และเหลือเขายืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 
เขาไม่เห็นอีกคนมาหลายวันแล้ว อารามจะนั่งนอนเหมือนที่เคยทำประจำเวลาปิดเทอม ยองพโยก็คิดว่าเป็นการกระทำที่ไร้สาระขึ้นมาทันทีเมื่อจิตใจของเขาเอาแต่คิดถึงใครบางคนตลอดเวลา
 
จะยกซองอากับชินเอขึ้นมาเป็นข้ออ้างแล้วพาไปหาคีย์เหมือนที่เคยทำก็คงจะไม่ได้เมื่อวันนี้พี่สาวของเขาพาเหล่าเด็กนักเรียนแสนน่ารักไปทัศนศึกษาที่สวนสนุกในเมือง

ชายหนุ่มคลายแขนที่หนุนต่างหมอนออก เด้งตัวขึ้นยืน รีบก้าวเท้ายาวออกจากบ้านของตน อย่างน้อยวันนี้เขาก็ต้องหาโอกาสให้ตัวเองได้พบหน้าและพูดคุยอีกคน แม้ว่าคีย์จะดีใจที่เห็นเขาหรือไม่ก็ตาม

และเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างยองพโยเข้าอย่างจัง ระหว่างทางเดินไปบ้านคีย์ เขาก็เห็นอีกคนนั่งหลบร่มอยู่ตรงต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเต็มที่อยู่ริมทะเลสาบ ยองพโยวาดรอยยิ้มบนใบหน้าขณะสาวเท้าเข้าไปหาอีกคนแล้วทิ้งตัวนั่งข้างกัน

“ อากาศดีเนอะ ”

ชายหนุ่มเหยียดแขนแล้วบิดตัวไปมาคลายเมื่อย หลับตาแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์

“ ใช่ ” คีย์หันมองคนมาใหม่แวบหนึ่งก่อนทอดสายตามองทะเลสาบดังเดิม

ยองพโยกำลังยิ้มเต็มพวงแก้ม ดวงตาหยีลงเพราะอาการดีใจที่มันล้นอกจนต้องแสดงออกมา ไม่คิดว่าคำเดียวที่คีย์พูดออกมาจะทำให้เขารู้สึกได้มากมายขนาดนี้ ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเมื่อสังเกตเห็นท่านั่งแปลกของคีย์ที่เหยียดขาซ้ายไปข้างหน้า แล้วยกขาขวาชันขึ้น

“ ขาเป็นอะไร ”

“ ขา?

“ ใช่ ” ยองพโยชี้ไปที่ขาข้างซ้ายกว่าที่คีย์จะเข้าใจถึงที่คนข้างตัวถาม

“ หกล้มน่ะ ” คีย์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาก็ไม่คิดว่าแผลแบบนี้จะสลักสำคัญเป็นพิเศษเท่าใด ในเมื่อมินโฮก็ไม่ถามไถ่หรือแม้กระทั่งยื่นมือเข้ามาช่วยทำแผล ตอนที่เดินออกจากห้องน้ำแล้วเห็นเขาสาละวนอยู่กับอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

“ ไปทำท่าไหนถึงได้แผลมา ขอดูหน่อยสิ ”

อาการกระตือรือร้นของยองพโยเรียกความประหลาดใจน้อยๆจากคนตัวบาง หน้าตาของยองพโยตื่นตระหนกราวกับว่าเขาประสบอุบัติเหตุใหญ่ก็ไม่ปาน

คีย์ถลกขากางเกงขึ้นจนถึงหัวเข่า เผยให้เห็นผ้าพันแผลสีขาวที่พันปิดแผลอย่างแน่นหนา

“ เจ็บมั้ย ”

“ ฮึ...ฮึ.. ”

“ ตลกอะไร คนถามเพราะเป็นห่วงนะ ” ยองพโยทำเสียงจิ๊ในปาก มองหน้าคนกลั้นหัวเราะอย่างไม่เข้าใจ

คีย์ยกหลังมือปิดปาก พยายามไม่ให้ตัวเองขำไปมากกว่านี้ แต่สีหน้ายองพโยตอนชะโงกมาดูแผลเขามันตลกอย่างบอกไม่ถูก ทำราวกับแผลหกล้มเป็นอุบัติเหตุที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาก่อน

“ พี่ชายนายยังทำงานอยู่ร้านลุงฮีบงหรือเปล่า ”

ยองพโยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงหัวเราะและรอยยิ้มบนหน้าหวานก็จางตามไปด้วย คีย์เกยคางบนเข่าข้างขวาของตัวเอง ใบหน้าเย็นชาของมินโฮกำลังลอยเด่นในความคิด และกำลังบีบหัวใจของคีย์ให้รู้สึกปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูก

“ ฉันไม่รู้ ” คีย์ตอบกระชับ ลมหายใจเข้าออกติดขัดคล้ายกลไกข้างในทำงานผิดปกติ

ยองพโยทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นหญ้า สอดแขนหนุนศีรษะไว้

“ พวกนายเป็นพี่น้องกันจริงน่ะเหรอ ”

“ ทำไม ”

“ ไม่รู้สิ เวลาที่พวกนายอยู่ด้วยกันมันไม่เห็นเหมือนฉันอยู่กับพี่ยูจินเลย ”

“ ... ”

เมื่อไร้เสียงตอบจากอีกคน ยองพโยจึงหันหน้ามองและรับรู้ถึงแววตาหม่นลงของคีย์ ทั้งที่เมื่อครู่ยังมีเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มบนใบหน้า ชายหนุ่มผุดลุกนั่งตัวตรงก่อนจะขยับขายกตัวเองขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปตรงหน้าคีย์

“ มาสิ นายลุกเองไม่ไหวหรอก ”

ยองพโยขยับนิ้วเร่งให้อีกคนยอมรับการช่วยเหลือจากเขา ยองพโยคงหลงลืมเมื่อครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันว่าคีย์ไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัวและยิ่งคำพูดปรามาสแบบนั้นด้วยแล้ว ถึงจะแฝงด้วยความเป็นห่วง แต่คนฟังก็รู้สึกไม่รื่นหูอยู่ดี

“ ฉันนั่งลงเองได้ ก็ลุกเองได้ ”

หลังมือบางปัดมืออีกคนให้พ้นทาง คีย์ดันตัวเองให้ลุกจากพื้นหญ้าอย่างทุลักทุเล เขานึกโทษกับการพันแผลแน่นเกินไปของตัวเองที่ทำให้ขยับเข่าลำบาก

คนที่ถูกปฏิเสธความช่วยเหลือยืนกอดอกมองคนปากเก่งที่เอนขวาทีเอียงซ้ายที เพราะทรงตัวไม่อยู่ มุมปากข้างขวายกขึ้นเล็กน้อย ทว่าในใจกำลังยิ้มกว้าง เขาก็อยากรู้เหมือนว่าคีย์จะทำได้อย่างปากว่าหรือเปล่า

ใจคิดยังไม่ทันจบกระบวนความ ร่างบางก็ทำท่าจะหงายหลังลงไปกองกับหญ้านุ่มซะอย่างนั้น ดีที่ว่าเขาไวพอที่จะคว้าต้นแขนของอีกคนได้ทัน

“ ผิดไปจากที่ฉันพูดซะที่ไหน ” ยองพโยสั่นหน้าน้อยๆคล้ายจะดุอีกคนอยู่ในที

คีย์เบือนหน้าหลบดวงตาคมๆที่มองเหมือนตนเป็นเด็กดื้อ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาซ้ายอย่างช้าๆเพื่อให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักสมดุล เมื่อเห็นว่าตัวเองยืนมั่นคงแล้วก็ขืนแขนออกจากมือของยองพโยก่อนจะเดินเข้าสู่ถนนที่มุ่งไปยังหมู่บ้าน

“ นี่..คำขอบคุณล่ะ ”

ชายหนุ่มขยับขามาจนทันคนตัวบางที่ก้าวเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย

“ ไม่ได้ขอให้ช่วยซะหน่อย ”

ยองพโยแทบจะตวัดสายตามองใบหน้าที่หยิ่งทะนงของคนที่กล้าพูดประโยคนี้ใส่เขาเสียจริง นี่ถ้าคนพูดไม่ใช่คีย์ล่ะก็ ..เชื่อเถอะว่าเขาไม่มีทางอภัยให้เร็วขนาดนี้แน่

“ เออ ฉันผิดเองที่ไปช่วยนาย ” ชายหนุ่มพยักหน้า

คีย์ไม่ตอบอะไรนอกจากตั้งใจกับการเดินที่ยิ่งรีบก็เหมือนจะยิ่งช้า เพราะดูแข้งขาจะขัดกันไปหมด

“ งั้นฉันเลี้ยงข้าวเป็นการไถ่โทษแล้วกัน ” หน้าหวานหันขวับมองคนยิ้มแป้นทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจบ คีย์โคลงศีรษะ เดินเบี่ยงซ้าย ยองพโยก็ตามไปทางซ้าย เดินหลบมาขวา ยองพโยก็ยังขยับมา

“ ฉันเจ็บขา จะให้เดินไปเที่ยวเตร่กับนายได้ยังไง ” นิ้วเรียวชี้ที่แผลตัวเอง เผื่อว่าคนข้างตัวจะลืมไปว่าเขากำลังบาดเจ็บ

“ จริงด้วย ถ้างั้นรอแป๊บนึง ”

คนที่มีสีหน้าฉุกคิดบางอย่างออก ยกมือให้คีย์ยืนรอ ขณะที่ตัวเองหมุนตัวแล้ววิ่งไปอีกทาง

“ ยองพโย จะทำอะไร ” คีย์ร้องถาม

“ ไปเอาคู่หูแป๊บ ถ้ากลับมาแล้วไม่เห็นนาย ฉันจะตามไปถึงบ้านเลย คอยดู!

ยองพโยขู่ด้วยรอยยิ้มมีลับลมคมใน คีย์กลอกตาแล้วมองคนที่วิ่งหายไปเรียบร้อยแล้ว คนตัวบางเดินกะเผลกมานั่งรอใต้ต้นไม้ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย ทั้งที่เขาอยากอยู่คนเดียว แต่ยองพโยก็ดันโผล่มาทำลายความเงียบ พอเขารำคาญจนจะเดินหนี อีกคนก็ดันทุรังจะอยู่เป็นเพื่อน และเขาก็กำลังนั่งรอความรำคาญนั้นกลับมาอย่างไม่เข้าใจตัวเอง

 

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 
เคยวาดฝันตั้งแต่เด็กว่าจะต้องออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในชนบทสักครั้ง รูปในหนังสือที่เปิดชื่นชมทุกเมื่อเชื่อวันในวัยเยาว์เทียบไม่ได้เลยกับขณะนี้ที่ระลอกลมกำลังพัดปะทะหน้าเขาและหอบเอาต้นหญ้าสูงพลิ้วลู่ตามแรง อีกทั้งพื้นถนนขรุขระก็เป็นอีกสิ่งที่ยืนยันว่าเขาได้มาเหยียบในที่ที่ตัวเองปรารถนาแล้วจริงๆ

ดวงตาเรียวลืมขึ้นเมื่อล้อจักรยานเหยียบลงบนหินก้อนใหญ่เท่ากำมือ จนคนขี่เสียการทรงตัวไปชั่วขณะ คีย์มองแผ่นหลังของคนขี่ ถึงจะเอ่ยเต็มปากว่าเป็นคู่หู แต่ดูจากการขี่แล้ว สงสัยคู่หูคู่นี้จะไม่ได้เจอกันนานเพราะไม่เข้าขากันเลย

“ ฉันไม่ทำให้นายได้แผลเพิ่มหรอกน่า ”

ยองพโยพูดขึ้น ยังคงสายตาไว้กับเส้นทางข้างหน้า คีย์มองแล้วอดขำไม่กับหน้าตาที่ดูตั้งใจเกินเหตุของยองพโยไม่ได้

“ มันคงไม่มีแผลตรงไหนเจ็บกว่านี้อีกแล้ว ”

คนซ้อนท้ายเอ่ยขึ้นลอยๆเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะบอกเล่าให้ยองพโยฟัง น้ำเสียงที่แฝงแววตัดพ้อเกือบทำให้ยองพโยหยุดออกแรงปั่นจักรยาน มือของคีย์ที่กำเสื้อตรงเอวเขาแน่น เขารู้ว่าไม่ได้มาจากความกลัวว่าจะตก บางอย่างที่ทำให้คนที่ไม่ค่อยออกจากบ้านมานั่งจมจ่อมคนเดียวข้างทะเลสาบ บางความรู้ที่กำลังยึดพื้นที่ความสุขของคีย์ไว้ให้อีกคนมีรอยยิ้มอย่างที่ควรเป็น เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

มันยากที่จะปฏิเสธว่าหัวใจที่เต้นอย่างอ่อนแรงในอกไม่ได้มีสาเหตุมาจากมินโฮ  คีย์เพิ่งตระหนักกับคำพูดในหนังสือกลอนที่มักเอ่ยถึงความรักที่แสนโหดร้าย เขาไม่เคยเข้าใจจนวันนี้ถึงรู้ในตัวอักษรพวกนั้น

 

 

เมื่อเปรียบความรักงดงามเหมือนกุหลาบ จงอย่ากอบกุมมันแน่นจนทิ่มแทงตัวเอง

 

“ ถึงแล้ว ”

ยองพโยปล่อยให้คีย์ล่องลอยไปกับความคิดของตัวเองอยู่นานจนในที่สุดก็มาถึงร้านอาหารที่ตัวเองประกาศว่าจะพามาเลี้ยงไถ่โทษ คีย์ลงจากรถจักรยาน กวาดสายตามองรอบตัวและพบว่าตัวเองอยู่ในตัวหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว ยองพโยเข็นจักรยานไปจอดพิงข้างร้านขายผลไม้ เอ่ยปากทักทายคุณป้าเจ้าของร้านอย่างคนอัธยาศัยดีแล้วเดินกลับมาหาคีย์

“ ไปกันเถอะ ”

เอ่ยชวนพลางก้าวเท้านำหน้า คีย์มองตามก่อนจะรู้ว่าร้านที่ยองพโยพามานั้น คือ ร้านอาหารของลุงฮีบงที่มินโฮทำงานอยู่

“ ยองพโย ” คีย์หลุดเสียงเรียก รั้งคนตัวสูงให้หันมอง

“ ฉันอยากไปกินร้านอื่น ”

“ ร้านนี้อร่อยสุดในหมู่บ้าน เชื่อฉัน ..ฉันกินตั้งแต่จำความได้เลยนะ ”

อวดอ้างสรรพคุณเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ยังเห็นแววตาสั่นไหวของคีย์คล้ายจะบอกเขาว่าไม่อยากเข้าไปในนั้น ยิ่งคีย์ทำแบบนี้ ..เขาก็ยิ่งสงสัยว่าคีย์กำลังกลัวอะไร

เขายังไม่พร้อมจะเจอมินโฮ และเชื่อว่าอีกคนก็คงไม่อยากเห็นหน้าเขาเสียเท่าไหร่ จนอดคิดไม่ได้ว่ามินโฮคงกล้ำกลืนกับการอยู่ด้วยกันในบ้านและนับเวลารอที่จะมาทำงานที่นี่

“ คิดซะว่าเข้าไปกินอาหาร เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ ”

ยองพโยพูดด้วยเสียงหนักกว่าปกติ ดึงแขนอีกคนให้ก้าวตามตัวเองเข้าไปในร้าน มีคนนั่งกินในร้านอยู่สองโต๊ะ  สงสัยจะยังไม่ถึงเวลาเที่ยงคนเลยไม่หนาตาอย่างที่เห็นเป็นประจำ ชายหนุ่มเลือกที่นั่งด้านในสุดก่อนปล่อยมือที่จับคีย์แล้วเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม

คนตัวบางขยับเก้าอี้แล้วนั่งลง ค่อยๆกวาดตามองบรรยากาศในร้านและสะดุดเข้ากับร่างสูงคุ้นตาที่กำลังเดินมาทางโต๊ะพวกเขา

“ จะรับอะไร ”

เชื่อเถอะว่ามินโฮมีมารยาทมากกว่านี้ถ้าเป็นลูกค้าคนอื่น คำพูดไม่มีหางเสียงเอ่ยขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าสองคนตรงหน้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแถมยังรู้จักเป็นการส่วนตัว ดวงตาคมมองหน้าหวานที่พยายามหลบสายตาเขาด้วยการเปิดกล่องตะเกียบแล้วหยิบเลือก เขารู้ว่าคีย์พยายามซ่อนความรู้สึกเสียใจ ..หรือบางทีคีย์อาจกำลังโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้เขาเมินเฉยราวกับคีย์ไม่ใช่คนคุ้นเคยกัน

“ นี่..! ” ยองพโยตบโต๊ะเสียงดังเรียกมินโฮหลุดจากภวังค์ เขาหันไปทางยองพโยก่อนจะมองสีหน้ายียวนของอีกคนที่กำลังใช้ลิ้นดุนผนังแก้มด้านใน

“ ลุงฮีบงไม่ได้จ้างนายให้มายืนเป็นเสาแขวนหมวก ไม่ใช่หรือไง ”

ยองพโยพูดเหน็บ มินโฮเม้มปากกลืนคำตอบโต้แล้วจดรายการอาหารที่ยองพโยสั่ง ซ่อนอารมณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้นเพราะคำพูดของยองพโยด้วยหนึ่ง และเพราะเห็นคีย์อยู่ที่นี่ด้วยเป็นสอง

มินโฮจดรายการมือเป็นระวิงเพราะยองพโยแกล้งสั่งเป็นสำเนียงถิ่นและพูดเร็วจนมินโฮเกือบแกะคำพูดไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่เขาพอจะชินกับสำเนียงพวกนี้อยู่บ้างสืบเนื่องจากลูกค้าในร้านลุงฮีบงส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่พูดคุยกันด้วยสำเนียงท้องถิ่น

ชายหนุ่มยกปลายปากกาขึ้นเมื่อยองพโยพูดจบ มินโฮรู้ดีว่าอีกคนที่มาด้วยกันจะต้องสั่งอาหารด้วย แต่เขาก็เลือกที่จะเหน็บปากกากับขอบผ้ากันเปื้อนแล้วหมุนตัวเตรียมเดินเข้าครัว

จังหวะที่คีย์กำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อสั่งอาหาร ริมฝีปากที่กำลังเผยอขึ้นกลับต้องปิดลง เมื่อแผ่นหลังของมินโฮกำลังเคลื่อนห่างออกไป ไม่แม้แต่เอ่ยถามเขาซึ่งเป็นลูกค้าอีกคน หัวใจของคีย์กำลังฟีบเล็กเสียจนไม่มีกำลังพอที่จะสูบฉีดให้เขาสามารถทักท้วงมินโฮได้

“ นี่ คีย์ยังไม่ได้สั่งเลยนะ ” ยองพโยตะโกนไล่หลัง เป็นเดือดเป็นร้อนแทน แต่มินโฮก็ไม่มีวี่แววจะกลับออกมาข้างนอกอีกครั้ง ยองพโยมองหน้าคีย์ด้วยความเห็นใจก่อนลุกไปยืนตรงประตูทางเข้าห้องครัว เรียกลุงฮีบงเจ้าของร้านแทนลูกจ้างมารยาททรามอย่างมินโฮ

บางทีคีย์ก็อยากนึกโทษยองพโยที่พาเขามาเห็นสายตาเย็นชากับท่าทีเมินเฉยของมินโฮ แต่สุดท้ายถึงเขาไม่มาที่นี่หรือจะอยู่ที่บ้าน มินโฮก็ยังเป็นมินโฮที่มองเหมือนเขาไม่มีตัวตนในสายตาและอาจหมายรวมถึงความรู้สึกอยู่ดี

ชายหนุ่มที่วาดยิ้มทักทายลุงฮีบงเมื่อครู่ เดินกลับมาที่โต๊ะทิ้งก้นลงนั่งจนจุดต่อระหว่างขาเก้าอี้กับแผ่นรองนั่งกระทบกันเสียงดัง ยิ่งเห็นหน้ายิ้มยากของคีย์ด้วยแล้ว เขายิ่งหงุดหงิดใจเพิ่มหลายเท่าตัว

ก็พอจะรู้เค้าแล้วล่ะว่าใครที่ทำให้คนตรงหน้าอยู่ในภาวะซึมเศร้า ..มันต่างจากที่เขาถามคีย์เสียเมื่อไหร่ สงสัยอยู่แล้วว่าระหว่างมินโฮกับคีย์ ต้องไม่ใช่คำว่าพี่น้อง และดูท่ามันคงเป็นเช่นนั้นซะด้วยสิ

ยองพโยวางท่อนแขนสองข้างนาบลงไปกับโต๊ะแล้ววางคางตัวเองบนหลังมือ ช้อนสายตามองใบหน้าหวานที่ยังไม่ยอมเงยมองปกติ

“ มินโฮงั้นเหรอ ”

คีย์เหลือบสายตาขึ้นสบมอง

“ ที่เจ็บน่ะ เพราะมินโฮไม่ดูแลใช่มั้ย ”

“ ... ” คีย์ทำเพียงกลืนน้ำลายหนืดตรงคอให้หายใจหายคอคล่องขึ้นกับคำพูดของยองพโย ดูจากดวงตาของคนตรงหน้าแล้วคงไม่ได้พูดถึงแผลที่เข่าแน่

มือหนาหยิบตะเกียบที่คีย์เลือกและวางตรงหน้าให้ขึ้นมาขยับเล่น

“ ถึงฉันจะไม่ใช่หมอ แต่แผลแค่นี้ ฉันรักษาได้อยู่แล้ว รับรองว่าหายสนิทไม่ทิ้งแผลเป็น ”

คีย์ยิ้มน้อยๆ ก็เพราะยองพโยเป็นแบบนี้ เขาถึงตัดรำคาญไม่ได้สักที เพราะในความรู้สึกนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการของใครสักคน

ก่อนที่คีย์จะได้เอ่ยปากตอบหรือยองพโยจะได้ซึมซับความน่ารักของคีย์มากกว่านี้ อาหารที่ยองพโยสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ มินโฮวางอาหารทั้งหมดแล้วเดินไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะอีกตัวซึ่งอยู่ตรงหน้าทางเข้าครัว สายตาที่ปกติต้องมองให้ทั่วร้านเผื่อว่าลูกค้าจะเรียกใช้กลับจ้องแต่โต๊ะของยองพโยและคีย์ ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งอ่านความรู้สึกยาก ไม่มีใครรู้ว่าในใจของมินโฮคิดอะไร นอกจากตัวเขาเอง

ความสนิทสนมระหว่างยองพโยและคีย์ ถึงแม้จะไม่เท่าเขา แต่ในระยะเวลาไม่นาน ยองพโยก็ทำให้คนที่รักษาระยะอย่างคีย์พูดคุยได้อย่างไม่ถือตัว สายตาของเขาไม่ละจากดวงหน้าที่เคยยิ้มแย้มให้เขาเสมอ แต่ตอนนี้รอยยิ้มนั้นกำลังถูกปันไปให้คนอื่น คงถึงคราวที่มินโฮต้องไตร่ตรองแล้วว่าตัวเขาชอบรอยยิ้มของคีย์เพราะอะไร

 

เพราะรอยยิ้มนั้นมาจากคุณหนูคนเล็กแห่งตระกูลคิม

..หรือเพราะรอยยิ้มนั้นมาจากใจของคีย์

 

 
 
.

 

 
.

 

 
.

 

 

ความรู้สึกหวาดหวั่นไม่เกิดกับเขามานานแล้ว ครั้งสุดท้ายก็เห็นจะเป็นตอนที่บอมซูต้องแข่งกับจงฮยอน และครั้งนั้นของเดิมพันอย่างเขาก็เปลี่ยนมือมาอยู่กับจงฮยอน จงฮยอนลงแข่งบ้างแต่จะเลือกเฉพาะนัดที่สำคัญและเชื่อมั่นว่าจะไม่ตกเป็นรองใคร ต่างจากครั้งนี้ที่จงฮยอนตกปากรับคำก่อนที่จะรู้ว่าใครคือคู่แข่งของตนด้วยซ้ำ

“ นายโอเคมั้ย ” แทมินนั่งลงข้างจงฮยอน มองซีกหน้าที่ปรากฏร่องรอยความเคร่งเครียด

จงฮยอนหันสบตากลมโตก่อนจะยกยิ้มมุมปาก

“ อวยพรฉันหรือแช่งฉันในใจอยู่ล่ะ ”

“ สมองของนายไม่มีอะไรนอกจากขี้เลื่อยจริงๆ ”

คนตัวบางตวัดสายตามองไปทางอื่น ทิ้งให้จงฮยอนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของอีกคนค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนความรู้สึกหวงและห่วงในใจจะก่อตัวขึ้น สั่งให้แขนของตัวเองยกขึ้นวาดรอบเอวของอีกคนให้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วจูบริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างนุ่มนวล ใช่ว่าความรู้สึกของตัวเองจะสนุกเหมือนอย่างคำถามที่พูดกับแทมิน เขาไม่เคยรู้สึกกดดันขนาดนี้มาก่อนในชีวิตการเป็นนักแข่งรถ ทว่าการแข่งครั้งนี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในฝีมือและชัยชนะของตน

 

 

หนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้นความรู้สึกที่มีต่อแทมิน

 

 

จงฮยอนละจากริมฝีปากบางแล้วซบหน้ากับซอกคอขาวของอีกคน คล้ายจะหอบเอากำลังใจจากตัวแทมินเข้าสู่ตัวเองให้เต็มที่

“ พรุ่งนี้ฉันจะหยุดเรียน ”

“ ทำไม ”

“ ไปเที่ยวกันเถอะ ”

“ ปกติห่วงเรียนจะตาย ” คนน่ารักค้อนขวับ เมื่อได้ยินเสียงร่างหนาหัวเราะในลำคอ

“ ไปหาของอร่อยกิน แล้วขับรถเล่น ฉันจะยกเวลาของฉันให้นายหมดเลย ”

“ สัญญาแล้วนะ ”

“ อืม ”

คำสัญญาที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีสิทธิรักษาสัญญาหรือไม่ จงฮยอนลืมตาขึ้นมองท้องฟ้าด้านนอกตัวตึกที่มีแสงฟ้าแลบราวกับคืนนี้จะต้องเจอศึกหนักกับพายุฝน และพรุ่งนี้ก็คงมีท้องฟ้าสดใสต้อนรับดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับเขา ถ้าผ่านการแข่งรถคืนนี้ไปได้ พรุ่งนี้เขาก็จะมีความทรงจำที่แสนมีค่ากับแทมิน

ซึงยงเข้ามาเตือนให้เขารู้ว่าอีกไม่กี่นาที เขาจะต้องลงไปเตรียมตัวแข่งกับนักแข่งชาวญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรกิ ซึ่งจงฮยอนเองก็ไม่เคยรู้จักทั้งชื่อและฝีไม้ลายมือที่แน่นอนนัก แต่ได้ยินจากที่ซึงยงไปลองหาข้อมูลมาก็พอจะรู้ว่า ฮิโรกิก็ไม่ใช่กระดูกเคี้ยวง่าย

“ ชอน รถกูไม่มีปัญหาใช่มั้ย ”

“ เออ กูเช็คให้หมดแล้ว ก็เหลือแต่...  ”

หนุ่มผมยาวใช้ไขควงชี้ไปที่รถของซึงยงที่จอดอยู่ข้างรถของจงฮยอน

“ รถกูทำไมวะ ”

“ คือถ้าพื้นถนนปกติ กูว่ายางรถมึงก็ใช้ได้อยู่ แต่ถ้าฝนตก กูกลัวว่ามันจะมีปัญหา ” ชอนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ หยดน้ำเม็ดนิดเดียวจะทำอะไรได้ เอาเป็นว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นก็อย่าลืมเอาขนมถั่วแดงไปวางหน้าหลุมกูด้วยแล้วกัน ” ซึงยงพูดติดตลก หันมองหน้าจงฮยอนซึ่งเป็นแนวหัวเราะเสริมเหมือนที่แล้วมา แต่คราวนี้กลับเงียบผิดปกติ

“ กูว่ามึงอย่าแข่งเลยซึงยง งานนี้กูลงคนเดียวได้ ”

“ ได้ไงวะ ฝั่งนั้นก็มีสองคันเหมือนกันนะเว้ย กูไม่ยอมให้มึงเสียเปรียบหรอก ”

จงฮยอนเห็นความมุ่งมั่นและความรักเพื่อนของซึงยงแล้วก็ไม่อยากจะเอ่ยปากให้มันใจเสีย อย่างที่รู้กันว่าเขามีลางสังหรณ์ที่แม่นยำ และตอนนี้เขาก็รู้สึกไม่ดีเอามากๆ เหมือนว่าคืนนี้สิ่งที่เคยมีอยู่ในชีวิตจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา

 

 

 

ผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่รอบบริเวณจุดออกรถกำลังถอยเปิดทางให้นักแข่งรถทั้งสี่คนนำรถเข้ามาจอดประจำที่ จงฮยอนมองคู่แข่งของตนที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างรถและมองมาที่เขา ชายหนุ่มไม่ทันเอะใจ เพราะเสียงเป่านกหวีดดังเตือนให้พวกเขาเข้านั่งรถประจำที่ เนื่องจากเส้นทางแข่งขันคืนนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกตำรวจไล่ล่า การดำเนินการแข่งขันต้องทำภายใต้กรอบเวลาที่รัดกุม เพื่อไม่ให้เลยเข้าไปในช่วงที่สายตรวจออกทำงาน

จงฮยอนสตาร์ทรถ เหยียบคันเร่งเพื่อดูกำลังของเครื่องยนต์ ดวงตาคมที่มองหน้าปัดความเร็วกำลังเบนออกไปนอกหน้าต่างรถและสบตากับแทมินที่ยืนอยู่ข้างชอน แทมินพยักหน้าลงช้าๆคล้ายจะส่งกำลังใจให้เขา จงฮยอนคลี่ยิ้มบางๆรับก่อนจะหันหน้ากลับมามองเส้นถนนอีกครั้ง

รถทั้งสี่คันทะยานออกไปทันทีที่เสียงตะโกนจากคนปล่อยรถดังขึ้น รถของฮิโรกิเร่งความเร็วและแซงขึ้นหน้าก่อนเบียดไปทางขวาเพื่อปิดทางไม่ให้จงฮยอนแซงขึ้นหน้า

“ ห่าเอ๊ย! ” จงฮยอนสบถคำหยาบ เพราะไม่คิดว่าฮิโรกิจะปิดทางเขาเร็วขนาดนี้ มือหนาหยิบวิทยุสื่อสารที่วางอยู่ข้างคนขับขึ้นก่อนจะเรียกซึงยง

“ มึงเข้าขนาบข้างขวา แล้วเดี๋ยวกูขึ้นซ้าย ”

[เออ]

เสียงตอบรับกลับมา พร้อมกับรถของซึงยงที่เร่งขึ้นรักษาความเร็วเท่ากับของฮิโรกิอยู่ทางด้านขวา จงฮยอนจึงขยับรถของตัวเองขึ้นไปทางซ้าย เขาศึกษาเส้นทางมาบ้างจึงพอทราบว่าทางข้างหน้าจะเป็นอุโมงค์วิ่งรถทางเดียว ดังนั้นถ้าเขาเพิ่มความเร็วขึ้นแซงรถของฮิโรกิและให้ซึงยงตีเบียดให้รถฮิโรกิอยู่ในเลนที่ติดกับผนังอุโมงค์ บางทีอาจจะต้องยอมเสียเงินค่าทำสีรถใหม่ให้ซึงยง ถ้าต้องการให้มันเอาฮิโรกิให้อยู่หมัด

“ กูจะขึ้นนำมัน ส่วนมึงเบียดซ้ายให้รถมันอัดไปกับอุโมงค์เลยนะ ”

[ อ่าว รถกูเสียหมดดิ เพื่อมึง กูจะยอมก็ได้! ]

ซึงยงรับคำอย่างจำใจ ระหว่างที่ทำตามแผนของจงฮยอน สายตาของซึงยงก็เหลือบเห็นรถอีกคันซึ่งเป็นของพวกฮิโรกิผ่านกระจกข้าง รถมันแล่นแปลกๆเหมือนว่าที่เคยวิ่งตามท้ายอยู่จะเร่งเครื่องขึ้นมาขนาบอีกข้าง ซึงยงหันขวับมอง สาบานได้ว่าเขาเห็นรอยยิ้มยียวนของมัน

จงฮยอนขับรถขึ้นหน้านำไปแล้ว ตอนนี้เหลือแต่เขาที่ต้องจัดการฮิโรกิอย่างที่จงฮยอนสั่งไว้ ครั้นพอจะขยับรถไปทางซ้ายเพื่ออัดรถของฮิโรกิให้ติดกับผนังอุโมงค์ก่อนที่จะหมดระยะ ซึงยงก็รู้สึกถึงแรงปะทะซึ่งเร็วกว่าที่ตัวเองคาดไว้ เหมือนว่าฮิโรกิเองนั่นล่ะที่ขยับรถเข้าหาเขาด้วยเหมือนกัน แรงปะทะจากฝั่งซ้ายยังไม่ทันหมด ซึงยงก็ต้องหันไปทางขวาในนาทีต่อมา และเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองกำลังตกหลุมพรางที่พวกมันขุดดักไว้

[ ซึงยง มึงอยู่ไหนแล้ว! ]

เจ้าของชื่อหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาก่อนจะกรอกเสียงพร้อมกับบังคับรถที่ถูกรถของพวกฮิโรกิกระแทกเป็นระยะให้อยู่ในเส้นทาง

“ มึงเร่งเครื่องเลย จงฮยอน ไม่ต้องห่วงกู ”

[ ซึงยง นอกอุโมงค์ฝนเริ่มตกแล้ว ถ้ามึงพ้นระยะอุโมงค์ผ่อนความเร็วซะ เดี๋ยวแข่งจบกูจะโทรหามึง ]

“ เออ ”

แม่งเอ๊ย! อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะหมดระยะอุโมงค์แล้ว เขายังสลัดไม่พวกนี้ไม่หลุดเลย แถมดูเหมือนว่าฮิโรกิจะปล่อยให้รถฝั่งมันอีกคนรับมือเขาเหมือนที่จงฮยอนสั่งเขาให้ทำกับรถมัน ซึงยงตัดสินใจก่อนที่ตนจะรับมือกับฮิโรกิไม่ไหว ปรับเกียร์เพิ่มความเร็ว หมุนพวงมาลัยให้หัวรถเข้าไปอยู่ในเลนของฮิโรกิ เหมือนจะขวางไม่ให้รถของอีกคนเร่งได้สะดวก

[ซึงยง ฝนตกหนักแล้ว มึงจอดรถเดี๋ยวนี้!]

 เสียงจงฮยอนดังจากเครื่องมือที่นอนอยู่บนเบาะข้างตัว ซึงยงเอื้อมมือกดรับ

“ มึงเลิกห่วงกูซักที รีบเข้าเส้นชัยไปซะ ไอ้ห่าชาวเกาะ จะเล่นกูแบบนี้ใช่มั้ย!

รถของฮิโรกิหลุดจากซึงยงไปแล้ว เหลือแต่รถอีกคันที่วิ่งอัดรถเขาอยู่ด้านหลัง จนซึงยงเสียหลัก ฝนที่ยิ่งตกหนักก็ทำให้เขาควบคุมรถลำบากขึ้นเป็นสองเท่า การประคับประคองรถที่ทุลักทุเลเหมือนจะไร้ความหมายเมื่อรถพวกฮิโรกิเร่งเครื่องครั้งสุดท้ายแล้วกระแทกเต็มเหนี่ยวจนรถของซึงยงหมุนคว้าง แม้เจ้าของรถจะพยายามหมุนพวงมาลัยสวนกับทางรถหมุนก็ตาม

คู่หูของฮิโรกิชื่นชมผลงานตัวเองผ่านกระจกหลังที่กำลังฉายภาพรถสีดำของซึงยงที่พุ่งไปชนรั้วเหล็กกระเด็นลงข้างทาง รอยยิ้มจุดประกายตรงมุมปากอย่างพึงใจก่อนขับรถต่อ

นิ้วของจงฮยอนกำลังกดเครื่องมือสื่อสาร ซึงยงไม่ยอมตอบกลับมาอีกหลังจากที่สั่งให้เขาขับรถเข้าเส้นชัย ไม่ว่าเขาจะพูดไปสักกี่ครั้งก็เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่รับ มันผิดวิสัยสำหรับคนพูดมากอย่างซึงยง ใจที่พะวักพะวงห่วงเพื่อนทำให้จงฮยอนไม่ค่อยมีสมาธิกับการแข่ง เผลอเพียงไม่กี่นาทีที่เขาให้ความสนใจซึงยงมากกว่าการแข่ง เงยหน้าขึ้นมองกระจกข้างก็เห็นไฟหน้าจากรถของฮิโรกิโผล่มาเสียแล้ว

จงฮยอนเพ่งมองให้แน่ใจ สุดท้ายฮิโรกิก็สามารถตีตื้นขึ้นมาเสมอรถของเขา ชายหนุ่มหันมองใบหน้าของคู่แข่ง ไม่ต่างจากหนุ่มญี่ปุ่นที่เสมองมาทางจงฮยอนก่อนที่จะชี้นิ้วแม่มือชี้ไปด้านหลังแล้วทำท่าปาดคอ

 

 

ซึงยง..

 

คงเป็นเพราะกำลังเป็นห่วงเพื่อนคนนี้ เลยทำให้พาลคิดไปว่าท่าทีที่ฮิโรกิสื่อมาที่ตนนั้นต้องเกี่ยวกับซึงยงเป็นแน่ จงฮยอนเหยียบเบรกในทันทีก่อนที่จะหมุนพวงมาลัยย้อนกลับไปเส้นทางวิ่งเส้นเดิม

ยิ่งติดต่อซึงยงไม่ได้ เขาก็ยิ่งกลัวว่ามันจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น

 

.

 

 

.

 

 
.

 

แสงไฟหน้ารถสาดเข้าสู่ทางเข้าเส้นชัย เสียงโห่ร้องดังจากคนดูที่กางร่มกันเหมือนดอกเห็ด คนตัวบางที่นั่งอยู่ใกล้คนถือไมค์ร้องป่าวประกาศก็ผุดลุกขึ้นในทันที ก่อนจะวิ่งออกมาดูด้วยหัวใจที่ลุ้นให้รถที่เข้าเส้นชัยคันแรกเป็นของจงฮยอน

แค่เขาเห็นลักษณะไฟหน้าที่ส่องมาก็ทำให้รู้แล้วว่ารถคันนี้ไม่ใช่ของจงฮยอน แทมินก้าวถอยไปด้านหลังก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ตัวเดิม ในหัวมีแต่สีขาวโพลนไปหมด ..คำสัญญาที่ให้จงฮยอนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังแตกเป็นเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเขาและจงฮยอนจะไม่มีคำว่า พรุ่งนี้ อีกต่อไป

 

เคยนึกอยากจะไปให้พ้นจากจงฮยอนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด

แต่สุดท้าย เมื่อถึงเวลา ..กลับเป็นเขาที่อยากจับมือนั้นไม่ปล่อยไปไหน

 

“ เข้ามาแล้วครับ เฮ้! ฮิโรกิกำลังเข้าเส้นชัย โดยไร้เงาของจงฮยอน  ในที่สุด ของงามโอซานก็ต้องเปลี่ยนมือเสียที ต่อไปอีแทมินเป็นของนักแข่งรถจากญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรกิ!

คนจัดการแข่งขันประกาศประโยคที่เหมือนคำตัดสินชะตาของแทมิน รถคนสีน้ำเงินจอดเทียบอยู่ตรงหน้าเต๊นท์อำนวยการ ฝูงชนที่ยืนออกันเริ่มกระจายตัวเมื่อฮิโรกิลงจากรถแล้วเดินตรงมาที่แทมิน ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่นาน แน่นอนว่าแววตาของแทมินกำลังพยศและต่อต้านเหมือนที่เคยทำกับจงฮยอนในครั้งแรกที่เจอกัน

ฮิโรกิจับตัวแทมิน ขณะที่อีกคนไม่ยอม

“ ไป ”

“ ฉันจะรอจงฮยอน ” แทมินตอบเสียงเข้ม

เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของแทมิน แม้จะฟังไม่ค่อยออก แต่แววตาที่มองมาก็บอกเป็นนัยว่าปฏิเสธที่จะเชื่อฟังโดยดี ฮิโรกิดึงแขนแทมินไปที่รถ เปิดประตูแล้วผลักร่างอีกคนจนแทมินล้มลงบนเบาะ พอคนตัวบางหันกลับมาเปิดประตูหนี ฮิโรกิก็บีบเข้าที่คางของแทมินก่อนพูดขู่ แทมินจึงยอมนั่งนิ่งแต่โดยดีแม้ในใจจะยังสงสัยข้อความนั้นอยู่ก็ตาม

“ ถ้าไม่อยากให้มันตาย อย่าขัดฉัน ”

 

 
.

 

 
.

 

 
.

 

รถสีแดงชะลอความเร็วก่อนจะเลียบริมถนน ชายหนุ่มก้าวลงจากรถท่ามกลางฝนที่กำลังนึกสนุกตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เขาเห็นแสงไฟหน้ารถอยู่ในพงหญ้าข้างทาง จงฮยอนมองลงไปยังหญ้าทึบด้านล่าง เครื่องยนต์ช่วงล่างปรากฏสู่สายตาแทนที่จะเป็นหลังคารถ

“ ซึงยง!

ดวงตาคมเบิกโต ถลาลงไปด้านล่าง เคาะกระจกเรียกสติของคนที่แน่นิ่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ

“ ตื่นสิวะ ซึงยง! ” คนที่มีเลือดไหลออกหน้าผากปรือตามองตามเสียงเรียก จึงรับรู้ว่าคนที่ปลุกเขาขึ้นมาคือจงฮยอน อาการเจ็บร้าวทั้งตัวทำให้ซึงยงพูดหรือขยับตัวลำบาก แต่ชายหนุ่มก็ยังฝืนยิ้มให้จงฮยอนแล้วกัดฟันยกนิ้วแม่มือให้อีกคน

จงฮยอนพยายามเปิดประตู แต่ก็ดึงไม่ออก เขามองร่างของเพื่อนสนิทที่กำลังค่อยๆหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา อาการคับแค้นใจและโมโหตัวเองกำลังเดือดพล่านในตัวที่ไม่สามารถทำอะไรได้

“ มึงอย่าทิ้งกูไป ซึงยง มึงอย่าเพิ่งหลับ อย่าเพิ่ง..... ”

น้ำตาลูกผู้ชายกำลังไหลอาบแก้มปนกับหยดน้ำฝน แม้จะไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่ข้างในหัวใจของจงฮยอนก็เจ็บจนหายใจไม่ออก เมื่อเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมาหลายปีจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เสียงรถตำรวจดังเข้ามาใกล้และจอดอยู่ข้างรถจงฮยอน ถ้าเป็นปกติ เจ้าตัวคงรีบเผ่นหนีทันทีที่ได้กลิ่นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ทว่าตอนนี้จงฮยอนกำลังโบกมือเรียกขอความช่วยเหลือจากคู่ปรับ

 

ขอเพียงแค่ซึงยงปลอดภัย ไม่ว่าจะต้องอยู่ห้องขังสักกี่เดือน เขาก็จะไม่ปริปากบ่นสักคำ

 

.

 

 
.

 

 
.

 

 
หลายวันมานี้ มินโฮมักปฏิเสธคำเชื้อเชิญทานข้าวเย็นด้วยเหตุผลที่ว่าทานมาจากร้านเรียบร้อยแล้ว แต่คีย์ก็ยังรอทานข้าวพร้อมกัน แม้จะไม่เคยได้ทานมื้อเย็นพร้อมกันเลยก็ตาม
 
ดวงอาทิตย์ลับฟ้าทิ้งเพียงความมืดให้อยู่เป็นเพื่อนคนตัวบางที่นั่งรอมินโฮอยู่บนโซฟา นั่งถอนหายใจไม่กี่ครั้ง มินโฮก็เปิดประตูเข้ามาในบ้าน ดวงตาคมมองเห็นอีกคนก่อนจะรีบเสมองไปทางอื่น

“ มินโฮ ทานข้าวมาหรือยัง ”

ไม่เคยเบื่อที่จะไถ่ถามด้วยประโยคที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนี้

“ ผมทานมาแล้ว ”

และไม่เข็ดหลาบ ทั้งที่ทุกครั้งที่ได้ยินคำตอบนี้จะเจ็บตรงหัวใจชั่วขณะ

คีย์พยักหน้าให้ตัวเอง กะพริบตาถี่ก่อนจะเลื่อนสายตาที่เคยมองมินโฮไปทางอื่น เพราะกลัวว่าถ้าจ้องมองอีกคนนานกว่านี้ ตัวเขาคงไม่แคล้วจะติดภาพคนใจร้ายในตัวมินโฮ

คีย์ค่อยๆเดินไปที่โต๊ะอาหาร มีบางจังหวะที่มัวแต่ใจลอยเลยเดินสะดุดขาเก้าอี้ แต่ก็ยังดีที่ใช้มือยันผนังได้ทัน ไม่ได้แผลเพิ่มขากความสะเพร่าของตัวเอง หัวใจที่ปั้นความรู้สึกเย็นชาใส่คนตัวบางแทบจะตกลงไปอยู่บนพื้นเมื่อหางตาที่สังเกตอยู่นั้นจับภาพที่คีย์ทรงตัวไม่อยู่ได้ มือมินโฮยื่นออกไปหมายจะประคอง แต่สุดท้ายสมองของตัวเองก็สั่งให้หยุดทำแล้วยืนนิ่งๆแทน

แต่แล้วอาการไม่สนใจใยดีอีกคนก็ถึงคราวต้องยุติลง เมื่อมือบางกำลังเปิดฝาถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและรินน้ำร้อนลงไป ซึ่งก็ตีความได้ไม่ยากว่า..นี่คงเป็นอาหารมื้อเย็นของคีย์

คนที่นั่งมองถ้วยกระดาษกำลังจุ่มตะเกียบลงไปในเส้นที่กำลังสุกได้ที่ ทว่าก่อนที่ตนจะได้ตักคำแรกเข้าปาก ก็มีมือของใครบางคนมาคว้าถ้วยนั้นไปเสียก่อน คีย์มองตามด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“ กินแต่แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่แผลที่ขาจะดีขึ้น ”

เขาอยากคิดว่ามินโฮพูดเพราะเป็นห่วงตัวเขา อยากจะยิ้มอย่างมีความสุข แต่สุดท้าย เขาก็ทำไม่ได้

“ ตรงขาดีขึ้นเยอะแล้ว ยองพโยพาไปใส่แผลแล้วก็พันผ้าให้ใหม่ที่โรงเรียนมา ”

ชื่อของ ยองพโย เปรียบเหมือนของแสลงสำหรับมินโฮ แค่ได้ยินชื่อ ..มันก็ทำให้อารมณ์ของเขาที่เป็นปกติเหวี่ยงกลับไปในทางตรงกันข้าม

“ ที่จริงคีย์อาจจะเป็นปกติแล้ว แต่ที่พันแผลไว้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจ ”

คีย์มุ่นคิ้วให้กับคำพูดมองตนในแง่ลบ ใบหน้าของมินโฮมึนตึงและมีดวงตาที่เกรี้ยวโกรธ

“ ฉันไม่เคยทำแบบนั้น ” คนตัวบางย้ำเสียงหนักแน่น

ดวงตาเรียวสบตาอีกคนราวกับจะสู้กันทางสายตา จนคีย์เป็นฝ่ายลุกจากเก้าอี้แล้วขยับเท้าเท่าที่คนขาเจ็บคนหนึ่งจะทำได้เพื่อไปให้พ้นจากคนมองโลกในแง่ร้าย

มือหนาจับแขนของคนตัวบางที่กำลังเดินผ่านหน้าตน

“ ปล่อย ” ยิ่งคีย์ออกแรงขืนเท่าไหร่ มินโฮก็ยิ่งจับแน่น

“ ถ้าไม่ได้แกล้ง แล้วทำไมถึงต้องตะลอนไปข้างนอกทั้งวัน ทั้งที่ขาตัวเองก็ยังเจ็บ ”

อาการขืนแรงของคีย์นิ่งลงทันทีที่มินโฮพูดจบ นิ่งไปนานเหมือนกำลังคิดหาคำตอบ

“ เพราะแผลที่ขาคงไม่เจ็บเท่าความเหงาล่ะมั้ง ”

คีย์ช้อนสายตามองมินโฮอย่างตัดพ้อ กระตุกหัวใจอีกคนให้รู้สึกผิดและแสดงท่าทีอ่อนลง แต่นั่นก็เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่คีย์จะพูดอีกประโยคที่เหมือนลมพัดโหมกองไฟที่กำลังมอดไหม้ให้ลุกติดขึ้นอีกครั้ง

“ ยองพโยเป็นคสคุยสนุก ”

“ พี่ฮานึลเคยบอกว่าโลกข้างนอกไม่ได้สวยงามอย่างที่ฉันคิด แต่ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับคนที่เราอยู่ด้วยมากกว่าว่าเขาทำให้เรามองมันเป็นอย่างไร ” ดวงตาของคีย์เป็นประกาย มินโฮจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อคีย์พูดถึงยองพโยและต่อด้วยคำพูดของฮานึล ราวกับต้องการอ้างอิงว่ายองพโยนั่นล่ะที่ทำให้คีย์มีความสุข

“ คิดถึงยองพโยมากเหรอครับ ”

คีย์มองหน้ามินโฮที่โพล่งถามขึ้นมา

“ ตอบสิครับ!

มินโฮพูดอย่างสุภาพ แต่น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความหุนหัน มือหนาจับไหล่คีย์ทั้งสองข้างแล้วดันอีกคนจนกระแทกผนังเหมือนคนขาดสติ

“ นายทำฉันเจ็บอยู่นะ ”

คีย์เกร็งหัวไหล่ บิดไปมาให้หลุดจากมือหนาที่คล้ายจะจิกลงบนผิวเนื้อของเขา

“ แล้วที่คีย์ทำ ผมเจ็บมากกว่าเป็นร้อยเท่า! มินโฮตวาด มองหน้าอีกคนราวกับจะโทษว่าเป็นความผิดของคีย์เพียงผู้เดียว

“ ที่นายเจ็บ เพราะฉันไม่ใช่ผู้หญิง ” มุมปากบางยกยิ้ม ขณะที่อีกคนยังเงียบ

“ หรือเพราะฉันไม่ใช่ลูกของคุณซองอู ”

รอยยิ้มที่เผยให้เห็นเนื้อฟันของคีย์ไม่ได้ทำให้มินโฮสุขใจเหมือนครั้งก่อนๆ เพราะดวงตาของอีกคนกลับสะท้อนความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับตัวเขาที่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากคีย์

“ ตกใจมากสินะ ” คีย์แค่นหัวเราะ ทั้งที่เก็บงำเรื่องนี้ ไม่แสดงท่าทีให้มินโฮรู้ว่าตัวเองรู้อยู่เต็มอก เพราะกลัวว่าสักวันที่แสดงความสงสัยนั้นออกไปแล้วจะเห็นอากัปกิริยาที่บอกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมันคือความจริง

“ ฉันเสียใจที่เป็นในสิ่งที่นายคาดหวังไม่ได้ ถ้าการรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของฉันจะทำให้เราไม่เหมือนเดิม ฉันยอมรับได้ เพราะจุดมุ่งหมายของนายที่เข้ามาอยู่ตระกูลคิมก็ไม่ใช่ฉันตั้งแต่แรก ”

แตกต่างกับคีย์เมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นหน้ามินโฮ บางความรู้สึกก็เกิดขึ้น ยิ่งนับวันที่ได้พบหน้าได้พูดคุยกัน มันก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝง

“ ... ” ถ้ามีก้อนอะไรจุกอยู่ที่ลำคอทำให้มินโฮไม่สามารถเอ่ยคำแก้ตัวหรือโต้แย้งใดออกมาได้ สิ่งนั้นก็คงเป็นความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

คีย์ดึงมืออีกคนที่กำลังอ่อนแรงลงออกจากไหล่ ลูบใบหน้าของมินโฮพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก ก่อนสวมกอดอีกคน แม้ว่าจะมีอีกกี่คนที่พูดถึงมินโฮในทางไม่ดีและมินโฮก็อาจเป็นคนอย่างนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่มินโฮจะเป็นและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ..คือคนที่คีย์รักหมดหัวใจ

 

“ รู้มั้ย มินโฮ ถ้าเลือกได้ ฉันอยากมองนายอย่างที่เป็นนาย และอยากให้นายมองฉันอย่างที่ฉันเป็น ”

 

 
.

 

 
.

 

 

.

 

 
สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย ยิ่งตกดึกค่อนคืนก็เหมือนว่าเมฆครึ้มจะทำหน้าที่ตัวเองดีเยี่ยม เม็ดฝนเย็นเยียบชะโลมกายของคนที่ยืนพิงรถของตัวเองโดยไม่คิดที่จะเข้าไปนั่งหลบฝนรอในรถ หัวใจของเขากำลังร้อนเหมือนใครมาสุมไฟ แม้แต่ความเย็นจากฝนก็ไม่สามารถลดอุณหภูมิที่ก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆได้

จงฮยอนพลิกข้อมือดูเวลาในนาฬิกาที่ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่มาเกือบสามชั่วโมง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของคนที่เขาเฝ้ารอกลับมายังที่พักเสียที เขานอนไม่หลับและไม่มีทีท่าจะง่วงงุนแต่ประการใด ทุกครั้งที่ปิดเปลือกตาลง รอยยิ้มบนหน้าหวานที่สื่อความนัยว่า..ไม่เป็นไร..นั้นก็ลอยเด่นชัด

ถึงแม้เขาจะชื่นชอบมุมปากที่ยกยิ้มและริมฝีปากบางๆของแทมิน แต่ดวงตาที่กะพริบถี่เหมือนกักหยดน้ำตาไม่ให้เผยความอ่อนแอนั้นก็ยังติดตาเขาจนถึงตอนนี้

ถ้าเขายอมเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเอง ถ้าเขาไม่ประมาทฝีมือของฮิโรกิ ตอนนี้เขาก็คงมีแทมินอยู่ในอ้อมกอดให้ความอุ่นไล่อากาศหนาวที่มากับคืนฝนตก และที่สำคัญ เขาก็จะยังมีซึงยงเป็นเพื่อนสนิทต่อไป

“ ฮึก ฮึก.. ”

จงฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าเขาเสียมันไปมากแค่ไหนแล้ว ทุกหยาดหยดเขาไม่คิดเสียดาย มันคุ้มค่าและสาสมที่เขาจะต้องเสียให้กับการทระนงตนในชื่อเสียงที่ไม่มีตัวตนเหมือนที่คุณซองอูเคยบอก

 

กฎก็ยังเป็นกฎ คนแพ้ย่อมไม่มีสิทธิ์ในของเดิมพันอีก

แต่หัวใจของจงฮยอนก็ยังดื้อดึงที่จะกลับมาทวงถามถึงของเดิมพันที่เคยเป็นของตน

 

ไม่ว่าจะต้องให้เขาอยู่ตรงนี้โดยไม่รู้จุดสิ้นสุด ทั้งที่ชีวิตของจงฮยอนเกลียดคำว่า..รอ.. หรือจะต้องจับปืนขึ้นมาเพื่อแก้แค้นให้กับซึงยง ทั้งที่เขาปฏิเสธมาตลอด

เขาจะทำให้ฮิโรกิมันรู้ว่า..คิมจงฮยอนไม่ใช่คนที่ใครจะมาเหยียบหัวแล้วถ่มน้ำลายใส่ได้ง่ายๆ

เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มมาแต่ไกลก่อนจะเบาเครื่องและจอดไม่ไกลจากตำแหน่งที่จงฮยอนยืนอยู่ แค่เห็นแสงไฟหน้ารถก็พอรู้ว่าเป็นรถใคร จงฮยอนปาดน้ำออกจากใบหน้า เพ่งมองทะลุม่านฝนไปยังคนที่อยู่ด้านในรถ เขาเห็นแทมินที่นั่งอยู่ข้างคนขับ

ฮิโรกิโน้มหน้าไปคุยกับแทมินสองสามประโยคก่อนที่จะจับหน้าของแทมินดึงเข้ามาใกล้แล้วบดเบียดจูบส่งท้าย จงฮยอนแทบจะปรี่เข้าไป กัดฟันลงบนริมฝีปากอย่างคับแค้นใจ ไม่กี่อึดใจ แทมินก็ก้าวลงจากรถก่อนที่รถของฮิโรกิจะแล่นออกไป โดยไม่แม้แต่จะรอให้แทมินเข้าไปในตัวตึกอย่างปลอดภัยก่อน

“ แทมิน.. ”

จงฮยอนรู้สึกว่าหลอดลมตัวเองกำลังตีบตันลงทุกขณะ เสียงของเขาเบามาก แต่แทมินก็ยังได้ยินและก้าวเดินมาหาเขาด้วยท่าทางเหมือนจะล้มลงตลอดเวลา

“ แทมิน!

ร่างหนาปราดเข้าไปรับตัวคนตัวเล็กไว้ ยกมือลูบใบหน้าซีดเซียวของอีกคนด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเต็มอก

“ ฉัน..ไม่เป็นไร ”

แค่เสียงที่เปล่งออกมายังเหลือเพียงลมแผ่วๆ แล้วจะให้จงฮยอนเชื่อคำพูดของคนในอ้อมกอดได้อย่างไร

“ หยุดพูดซะที ”

“ นายร้องไห้เหรอ จงฮยอน ” ฝ่ามือบางยกแตะใต้ตาของจงฮยอนที่มีหยดน้ำอุ่นไหลปนกับเม็ดฝนเย็น  ใบหน้าหล่อของจงฮยอนกำลังเลือนลาง แทมินไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายฝนที่กระหน่ำลงมาหรือเพราะอาการมึนหัวที่กำลังเล่นงานเขาอยู่ตอนนี้

“ ฉันไม่ได้ร้อง ”

“ โกหก ” แทมินคลี่ยิ้มบางๆ

“ ลืมตาโตๆของนายมองสิ ฉันไม่ได้ร้องจริงๆ ฮึก.. ”

ยิ่งเห็นแทมินกลับมาด้วยสภาพย่ำแย่ จงฮยอนก็รู้สึกใจสลาย มือของแทมินตกลงข้างตัวทำให้จงฮยอนรู้ว่าอีกคนหมดสติไปแล้ว ยกหลังมือแตะผิวแก้มถึงได้รับรู้อุณหภูมิร่างกายของแทมินที่สูงผิดปกติ

“ แทมิน ตื่นสิ ..แทมิน! ” จงฮยอนตบแก้มอีกคนเบาๆเพื่อเรียกสติ แต่แทมินก็ยังนอนนิ่ง

ชายหนุ่มรีบอุ้มร่างคนตัวเล็กเข้าไปนั่งข้างคนขับก่อนที่ตัวเองจะวิ่งอ้อมมาอีกฝั่งแล้วออกรถด้วยความร้อนใจระคนเป็นห่วงแทมิน ในชีวิตของจงฮยอนมีคนสำคัญอยู่ไม่กี่คน คุณซองอูและคีย์เป็นสองคนแรกที่อยู่ในกลุ่มนั้น

แล้วอีแทมินเป็นใคร ..ถึงกล้าทำให้จงฮยอนห่วงแหนมากกว่าตัวเองหลายร้อยเท่า

 

 

 


โปรดติดตามใน # 15

 

 
 

 ที่จริงซีนบนสุดที่เป็นมินคีย์จะต้องอยู่พาร์ทก่อนหน้าอ่ะ แต่แบบ..เพิ่งมานึกได้ว่าต้องใส่ก่อนซีนสุดท้ายตอนที่แล้วเลยเขียนแทรกๆเข้าไป ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้ฟีลกัน ,, อุตส่าห์พยายามปั่นอย่างหนักหน่วงเมื่อวันอังคาร ในใจก็คิดอีกฉากเดียวเองรีบเขียนๆ ที่ไหนได้ พอเลื่อนลงมาดูซีนที่ยังไม่ได้เขียนของตอน 14 ยังเหลืออีกตั้ง 2 ซีน แม่เจ้า! อิไอซ์ปิดคอมพ์แล้วไปนอนเลยจ่ะ ปวดหัวจริงจัง ,, ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เขียนฉากแข่งรถจบ อยากจะบอกว่าตอนเขียน มันส์มาก ไม่รู้ว่าคนอ่านจะมันส์ไปกับเราหรือเปล่า แต่ก็แอบรู้สึกนะว่าเขียนห้วนๆยังไงไม่รู้ แถมดูตัดไปตัดมาเหมือนฉายหนังซะงั้นอ่ะ (นี่เธอเขียนฟิคนะ น้ำแข็ง ไม่ใช่ผู้กำกับ!)

ปล.87xx คำสำหรับตอนนี้ ใครบอกว่าน้ำแข็งอัพน้อย น้ำแข็งจะเลิกเขียนเรื่องนี้แล้ว T^T

 
ปล.หนึ่ง เอาจริงชอบคีย์ในตอนนี้มากที่สุด แต่ถ้าพูดถึงฉากที่อยากเขียนมาตลอดคือฉากที่จงฮยอนต้องมายืนรอแทมินที่หอตอนฝนตกนี่ล่ะ (คิดมาสองปีแล้ว ได้เขียนสักที เย้!)
 
ปล.สอง ไอ้ 2 ซีนที่บ่นๆอยู่ข้างบนน่ะ ไปอยู่ตอนหน้านะ ถ้าไว้ตอนนี้ เหยียบหมื่น แล้วจะไม่มาอัพเร็วขนาดนี้ด้วย (เธอช่างกล้าที่เรียกว่า เร็ว ...ฮ่าฮ่า)
 
ปล.สาม ขอไม่เคาะนะ เพราะมันยาวเมวิ๊กกกก!
 
ปล.สี่ เป็นกำลังใจให้จนจบด้วยนะ *ปาดเหงื่อ
 
ปล.สุดท้าย คิสและมิสค่ะ!!
 

who am iCeii View my profile