F:ปีกผีเสื้อ # 14
posted on 24 May 2012 20:52 by garnetcolor in BUTTERFLYMin-hold-keY
MinKey , HyunMin
PG - 15
รองเท้าผ้าใบเหยียบย่ำบนพื้นหญ้าที่ขึ้นระเกะระกะ ดวงหน้าหวานเหลียวหลังเป็นระยะเพราะกลัวว่าคนที่ตนกำลังวิ่งหนีจะตามมา เขานึกอยากขอบคุณดวงจันทร์เหลือเกินที่ยังพอฉายเด่นให้เห็นทางในคืนเงียบสงัดเช่นนี้ ทว่าภายในใจของเขากำลังมืดมน แสงแห่งความหวังที่มีเปี่ยมก่อนจะเข้าไปในโกดังร้างถูกดับสนิทเมื่อรับรู้เบาะแสเกี่ยวกับพ่อแม่ของตนไม่เป็นดังคาด
ต้นหญ้าที่ขึ้นปกคลุมหนาทำให้คนอยู่ในห้วงคำนึงไม่ระวัง สะดุดกับรากต้นไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวดิน แรงที่ใช้วิ่งมาเรื่อยๆเสริมให้คีย์ถลาตัวไปด้านหน้าไกลกว่าปกติ
และการหกล้มนั้นก็ดึงสติของคนบาดเจ็บให้อยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง มือบางเท้าลงบนพื้นดินชื้น พยายามพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น แต่เมื่อลงน้ำหนักขาซ้ายเต็มที่ เขาก็กลับทรุดฮวบลงนั่งพับกับพื้น
เขามองไม่เห็นเลือดที่ซึมบนเนื้อผ้าของกางเกง แต่ก็สัมผัสถึงความเจ็บตรงหัวเข่า
เสียงที่แว่วเข้าหูรั้งหน้าหวานหันมองก่อนจะเขยิบตัวซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ แผ่นหลังบางพิงกับลำต้น งอเข่าคุดคู้แล้วใช้มือสองข้างรวบไว้ราวกับต้องการใช้พื้นที่ซ่อนตัวให้น้อยที่สุด เสียงประหลาดเมื่อครู่เงียบไปแล้ว ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นก็กำลังเชื้อชวนให้คนเหนื่อยอ่อนเข้าสู่ความคิดของตัวเองอีกรอบ
ความเป็นไปได้เรื่องการมีชีวิตของพ่อกับแม่แทบจะเหลือศูนย์ แต่คีย์ก็ไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว ความผูกพันทางสายเลือดก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ช่วงเวลาร่วมสิบปีที่ไม่มีท่านทั้งสองคอยเลี้ยงดูต่างหากที่ทำให้ความแนบแน่นในสายสัมพันธ์นั้นไม่มากเท่าครอบครัวอื่น
แต่สิ่งที่จะทำให้เขาเสียใจมากกว่าเรื่องพ่อกับแม่ก็เห็นจะเป็นเรื่องคนที่สั่งฆ่าพวกท่าน แค่คำพูดของจองฮยอกที่บอกเล่าออกมาก็ทำให้คีย์รู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตจนชาไปทั่วตัว แล้วก็วันหนึ่งที่มีหลักฐานมายืนยันว่าสิ่งที่จองฮยอกพูดเป็นความจริง เขาจะเป็นเช่นไร
หน้าหวานซบลงกับหัวเข่า ไม่ใส่ใจกับความสกปรกของกางเกง ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในใจไม่ต่างอะไรจากการยืนอยู่บนหน้าผาตามลำพัง เขาแค่หวังให้มีใครอีกสักคนยืนอยู่ด้วยกัน คอยปลอบโยนในวันที่พายุพัดโถมใส่จนต้านแรงไม่ไหว สุดท้ายมือที่เขาเชื่อมั่นว่าจะไม่มีมันปล่อยจากกันก็เป็นแค่สิ่งที่คีย์ทึกทักไปเอง
เสียงฝีเท้าที่วางลงอย่างมั่นคงบนพื้นชื้นกลิ่นดิน จังหวะการก้าวที่ไม่เร่งรีบเหมือนตามหาของบางอย่าง หน้าหวานเงยขึ้นพลางขยับตัวแอบดูผ่านพุ่มไม้ด้วยใจที่คิดว่าน่าจะเป็นมินโฮ
ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าหนักของตนไปตามทาง เขาไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้อย่างที่คาดไว้ก่อนเข้าไปช่วยคีย์ แต่สิ่งที่จองฮยอกบอกเขานั้นเป็นอาวุธที่ทำร้ายเขาได้เจ็บสาหัสยิ่งกว่าปืนเสียอีก
การมองจองฮยอกก็เหมือนมองตัวเอง นิสัยและการกระทำของคนที่มีเป้าหมายและพยายามไปถึงจุดนั้นทำให้เราทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้มาโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือจะต้องทำร้ายใครอีกสักกี่คน คำพูดของจองฮยอกอาจไม่เป็นความจริง แต่นั่นก็พอจะสร้างรอยปริร้าวในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นมาตลอด
“ มินโฮ ”
แสงจันทร์ต้องใบหน้าคมเข้มของคนที่เดินผ่านร่มไม้ คีย์จึงคลี่ยิ้มและเรียกชื่อ มินโฮหันมอง ยืนนิ่งราวกับว่าไม่รู้จะทำตัวอย่างไรยามที่เขายังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้
คนตัวบางกัดฟันเดินให้เป็นปกติมาหามินโฮ แม้ทุกครั้งที่ขาซ้ายย่างก้าวจะเจ็บแปลบอยู่ไม่น้อย
“ ไม่เจ็บตรงไหนใช่มั้ย ”
และเป็นอีกประโยคที่คนตัวบางถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
มินโฮทำเพียงสั่นหน้าแล้วเดินต่อ คีย์รับรู้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไป เขาก็แค่หวังว่าระยะเวลาที่ช่วยให้พวกเขามีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะช่วยให้บรรยากาศแบบนี้จางหายไปในไม่ช้า
สองเงาที่ทอดยาวทาบลงบนถนนดินลูกรัง คีย์เดินเยื้องไปด้านหลังมินโฮเล็กน้อย คีย์เงยหน้ามองมินโฮเป็นระยะ ท่วงท่าการเดินของมินโฮคล้ายคนกำลังคิดหนัก ถ้าเป็นเรื่องอื่น คีย์คงเอ่ยถามเพื่อให้อีกคนเล่าให้ฟัง แต่ ณ วินาทีนี้ เขารู้ว่าเรื่องที่มินโฮขบคิดน่าจะเป็นเรื่องของตน เขาก็เลือกที่จะปิดปากแล้วปล่อยให้เสียงลมพัดผ่านมานั้นทำลายความเงียบแทน
มือของคีย์เย็นชื้นอาจเพราะความกลัวจากเหตุการณ์ในโกดังยังไม่หายไปเสียหมด ดวงตาเรียวมองมือของมินโฮที่กวัดแกว่งข้างตัวน้อยๆ ก็คิดอยากจะจับมือนั้นเหมือนที่ผ่านมา คีย์อมยิ้มบางให้กำลังใจตัวเองก่อนขยับเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเดินไปใกล้มินโฮและสอดมือของตัวเองเข้าไปในอุ้งมือหนาเพื่อสัมผัสความอบอุ่น
คนตัวสูงมองทุกการกระทำของคีย์ผ่านหางตา คนตัวเล็กเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา แค่ปลายนิ้วก้อยที่แตะลงบนมือเขา มินโฮก็ดึงมือกลับเข้าไปสอดในกระเป๋ากางเกงตัวเองทันที
การกระทำของเขาไม่ใช่สิ่งที่ควรทำกันและเขาเองก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีให้ใครได้ยิน หัวใจและสมองของเขากันตบตีกันยุ่งเหยิง ตัวตนของคีย์ หัวใจของคีย์ ความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะชั่งน้ำหนักให้สิ่งใดมากกว่าหรือน้อยกว่า เขาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ และจนกว่าจะถึงวันที่เขาตัดสินใจเลือกระหว่างปรารถนาของคนหรือคนข้างตัว เขาจะไม่ทำให้ตัวเองไขว้เขวเพราะความใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้
ขาเรียวผ่อนความเร็วลง เงาของพวกเขากำลังเคลื่อนห่างจากกัน เขามองเห็นแค่แผ่นหลังของคนตัวสูง คีย์สูดลมหายใจลึกที่สุด หลับตาให้กับอนาคตของตัวเอง ภาพวาดในสมองที่เคยมีเขากับมินโฮชัดเจน บัดนี้ตัวของมินโฮกำลังค่อยๆเลือนลางกลายเป็นเพียงกลุ่มหมอกควันเท่านั้น
ชายหนุ่มคลายแขนที่หนุนต่างหมอนออก เด้งตัวขึ้นยืน รีบก้าวเท้ายาวออกจากบ้านของตน อย่างน้อยวันนี้เขาก็ต้องหาโอกาสให้ตัวเองได้พบหน้าและพูดคุยอีกคน แม้ว่าคีย์จะดีใจที่เห็นเขาหรือไม่ก็ตาม
และเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างยองพโยเข้าอย่างจัง ระหว่างทางเดินไปบ้านคีย์ เขาก็เห็นอีกคนนั่งหลบร่มอยู่ตรงต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเต็มที่อยู่ริมทะเลสาบ ยองพโยวาดรอยยิ้มบนใบหน้าขณะสาวเท้าเข้าไปหาอีกคนแล้วทิ้งตัวนั่งข้างกัน
“ อากาศดีเนอะ ”
ชายหนุ่มเหยียดแขนแล้วบิดตัวไปมาคลายเมื่อย หลับตาแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์
“ ใช่ ” คีย์หันมองคนมาใหม่แวบหนึ่งก่อนทอดสายตามองทะเลสาบดังเดิม
ยองพโยกำลังยิ้มเต็มพวงแก้ม ดวงตาหยีลงเพราะอาการดีใจที่มันล้นอกจนต้องแสดงออกมา ไม่คิดว่าคำเดียวที่คีย์พูดออกมาจะทำให้เขารู้สึกได้มากมายขนาดนี้ ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเมื่อสังเกตเห็นท่านั่งแปลกของคีย์ที่เหยียดขาซ้ายไปข้างหน้า แล้วยกขาขวาชันขึ้น
“ ขาเป็นอะไร ”
“ ขา? ”
“ ใช่ ” ยองพโยชี้ไปที่ขาข้างซ้ายกว่าที่คีย์จะเข้าใจถึงที่คนข้างตัวถาม
“ หกล้มน่ะ ” คีย์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาก็ไม่คิดว่าแผลแบบนี้จะสลักสำคัญเป็นพิเศษเท่าใด ในเมื่อมินโฮก็ไม่ถามไถ่หรือแม้กระทั่งยื่นมือเข้ามาช่วยทำแผล ตอนที่เดินออกจากห้องน้ำแล้วเห็นเขาสาละวนอยู่กับอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
“ ไปทำท่าไหนถึงได้แผลมา ขอดูหน่อยสิ ”
อาการกระตือรือร้นของยองพโยเรียกความประหลาดใจน้อยๆจากคนตัวบาง หน้าตาของยองพโยตื่นตระหนกราวกับว่าเขาประสบอุบัติเหตุใหญ่ก็ไม่ปาน
คีย์ถลกขากางเกงขึ้นจนถึงหัวเข่า เผยให้เห็นผ้าพันแผลสีขาวที่พันปิดแผลอย่างแน่นหนา
“ เจ็บมั้ย ”
“ ฮึ...ฮึ.. ”
“ ตลกอะไร คนถามเพราะเป็นห่วงนะ ” ยองพโยทำเสียงจิ๊ในปาก มองหน้าคนกลั้นหัวเราะอย่างไม่เข้าใจ
คีย์ยกหลังมือปิดปาก พยายามไม่ให้ตัวเองขำไปมากกว่านี้ แต่สีหน้ายองพโยตอนชะโงกมาดูแผลเขามันตลกอย่างบอกไม่ถูก ทำราวกับแผลหกล้มเป็นอุบัติเหตุที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาก่อน
“ พี่ชายนายยังทำงานอยู่ร้านลุงฮีบงหรือเปล่า ”
ยองพโยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงหัวเราะและรอยยิ้มบนหน้าหวานก็จางตามไปด้วย คีย์เกยคางบนเข่าข้างขวาของตัวเอง ใบหน้าเย็นชาของมินโฮกำลังลอยเด่นในความคิด และกำลังบีบหัวใจของคีย์ให้รู้สึกปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูก
“ ฉันไม่รู้ ” คีย์ตอบกระชับ ลมหายใจเข้าออกติดขัดคล้ายกลไกข้างในทำงานผิดปกติ
ยองพโยทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นหญ้า สอดแขนหนุนศีรษะไว้
“ พวกนายเป็นพี่น้องกันจริงน่ะเหรอ ”
“ ทำไม ”
“ ไม่รู้สิ เวลาที่พวกนายอยู่ด้วยกันมันไม่เห็นเหมือนฉันอยู่กับพี่ยูจินเลย ”
“ ... ”
เมื่อไร้เสียงตอบจากอีกคน ยองพโยจึงหันหน้ามองและรับรู้ถึงแววตาหม่นลงของคีย์ ทั้งที่เมื่อครู่ยังมีเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มบนใบหน้า ชายหนุ่มผุดลุกนั่งตัวตรงก่อนจะขยับขายกตัวเองขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปตรงหน้าคีย์
“ มาสิ นายลุกเองไม่ไหวหรอก ”
ยองพโยขยับนิ้วเร่งให้อีกคนยอมรับการช่วยเหลือจากเขา ยองพโยคงหลงลืมเมื่อครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันว่าคีย์ไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัวและยิ่งคำพูดปรามาสแบบนั้นด้วยแล้ว ถึงจะแฝงด้วยความเป็นห่วง แต่คนฟังก็รู้สึกไม่รื่นหูอยู่ดี
“ ฉันนั่งลงเองได้ ก็ลุกเองได้ ”
หลังมือบางปัดมืออีกคนให้พ้นทาง คีย์ดันตัวเองให้ลุกจากพื้นหญ้าอย่างทุลักทุเล เขานึกโทษกับการพันแผลแน่นเกินไปของตัวเองที่ทำให้ขยับเข่าลำบาก
คนที่ถูกปฏิเสธความช่วยเหลือยืนกอดอกมองคนปากเก่งที่เอนขวาทีเอียงซ้ายที เพราะทรงตัวไม่อยู่ มุมปากข้างขวายกขึ้นเล็กน้อย ทว่าในใจกำลังยิ้มกว้าง เขาก็อยากรู้เหมือนว่าคีย์จะทำได้อย่างปากว่าหรือเปล่า
ใจคิดยังไม่ทันจบกระบวนความ ร่างบางก็ทำท่าจะหงายหลังลงไปกองกับหญ้านุ่มซะอย่างนั้น ดีที่ว่าเขาไวพอที่จะคว้าต้นแขนของอีกคนได้ทัน
“ ผิดไปจากที่ฉันพูดซะที่ไหน ” ยองพโยสั่นหน้าน้อยๆคล้ายจะดุอีกคนอยู่ในที
คีย์เบือนหน้าหลบดวงตาคมๆที่มองเหมือนตนเป็นเด็กดื้อ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาซ้ายอย่างช้าๆเพื่อให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักสมดุล เมื่อเห็นว่าตัวเองยืนมั่นคงแล้วก็ขืนแขนออกจากมือของยองพโยก่อนจะเดินเข้าสู่ถนนที่มุ่งไปยังหมู่บ้าน
“ นี่..คำขอบคุณล่ะ ”
ชายหนุ่มขยับขามาจนทันคนตัวบางที่ก้าวเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย
“ ไม่ได้ขอให้ช่วยซะหน่อย ”
ยองพโยแทบจะตวัดสายตามองใบหน้าที่หยิ่งทะนงของคนที่กล้าพูดประโยคนี้ใส่เขาเสียจริง นี่ถ้าคนพูดไม่ใช่คีย์ล่ะก็ ..เชื่อเถอะว่าเขาไม่มีทางอภัยให้เร็วขนาดนี้แน่
“ เออ ฉันผิดเองที่ไปช่วยนาย ” ชายหนุ่มพยักหน้า
คีย์ไม่ตอบอะไรนอกจากตั้งใจกับการเดินที่ยิ่งรีบก็เหมือนจะยิ่งช้า เพราะดูแข้งขาจะขัดกันไปหมด
“ งั้นฉันเลี้ยงข้าวเป็นการไถ่โทษแล้วกัน ” หน้าหวานหันขวับมองคนยิ้มแป้นทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจบ คีย์โคลงศีรษะ เดินเบี่ยงซ้าย ยองพโยก็ตามไปทางซ้าย เดินหลบมาขวา ยองพโยก็ยังขยับมา
“ ฉันเจ็บขา จะให้เดินไปเที่ยวเตร่กับนายได้ยังไง ” นิ้วเรียวชี้ที่แผลตัวเอง เผื่อว่าคนข้างตัวจะลืมไปว่าเขากำลังบาดเจ็บ
“ จริงด้วย ถ้างั้นรอแป๊บนึง ”
คนที่มีสีหน้าฉุกคิดบางอย่างออก ยกมือให้คีย์ยืนรอ ขณะที่ตัวเองหมุนตัวแล้ววิ่งไปอีกทาง
“ ยองพโย จะทำอะไร ” คีย์ร้องถาม
“ ไปเอาคู่หูแป๊บ ถ้ากลับมาแล้วไม่เห็นนาย ฉันจะตามไปถึงบ้านเลย คอยดู! ”
ยองพโยขู่ด้วยรอยยิ้มมีลับลมคมใน คีย์กลอกตาแล้วมองคนที่วิ่งหายไปเรียบร้อยแล้ว คนตัวบางเดินกะเผลกมานั่งรอใต้ต้นไม้ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย ทั้งที่เขาอยากอยู่คนเดียว แต่ยองพโยก็ดันโผล่มาทำลายความเงียบ พอเขารำคาญจนจะเดินหนี อีกคนก็ดันทุรังจะอยู่เป็นเพื่อน และเขาก็กำลังนั่งรอความรำคาญนั้นกลับมาอย่างไม่เข้าใจตัวเอง
ดวงตาเรียวลืมขึ้นเมื่อล้อจักรยานเหยียบลงบนหินก้อนใหญ่เท่ากำมือ จนคนขี่เสียการทรงตัวไปชั่วขณะ คีย์มองแผ่นหลังของคนขี่ ถึงจะเอ่ยเต็มปากว่าเป็นคู่หู แต่ดูจากการขี่แล้ว สงสัยคู่หูคู่นี้จะไม่ได้เจอกันนานเพราะไม่เข้าขากันเลย
“ ฉันไม่ทำให้นายได้แผลเพิ่มหรอกน่า ”
ยองพโยพูดขึ้น ยังคงสายตาไว้กับเส้นทางข้างหน้า คีย์มองแล้วอดขำไม่กับหน้าตาที่ดูตั้งใจเกินเหตุของยองพโยไม่ได้
“ มันคงไม่มีแผลตรงไหนเจ็บกว่านี้อีกแล้ว ”
คนซ้อนท้ายเอ่ยขึ้นลอยๆเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะบอกเล่าให้ยองพโยฟัง น้ำเสียงที่แฝงแววตัดพ้อเกือบทำให้ยองพโยหยุดออกแรงปั่นจักรยาน มือของคีย์ที่กำเสื้อตรงเอวเขาแน่น เขารู้ว่าไม่ได้มาจากความกลัวว่าจะตก บางอย่างที่ทำให้คนที่ไม่ค่อยออกจากบ้านมานั่งจมจ่อมคนเดียวข้างทะเลสาบ บางความรู้ที่กำลังยึดพื้นที่ความสุขของคีย์ไว้ให้อีกคนมีรอยยิ้มอย่างที่ควรเป็น เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
มันยากที่จะปฏิเสธว่าหัวใจที่เต้นอย่างอ่อนแรงในอกไม่ได้มีสาเหตุมาจากมินโฮ คีย์เพิ่งตระหนักกับคำพูดในหนังสือกลอนที่มักเอ่ยถึงความรักที่แสนโหดร้าย เขาไม่เคยเข้าใจจนวันนี้ถึงรู้ในตัวอักษรพวกนั้น
เมื่อเปรียบความรักงดงามเหมือนกุหลาบ จงอย่ากอบกุมมันแน่นจนทิ่มแทงตัวเอง
ยองพโยปล่อยให้คีย์ล่องลอยไปกับความคิดของตัวเองอยู่นานจนในที่สุดก็มาถึงร้านอาหารที่ตัวเองประกาศว่าจะพามาเลี้ยงไถ่โทษ คีย์ลงจากรถจักรยาน กวาดสายตามองรอบตัวและพบว่าตัวเองอยู่ในตัวหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว ยองพโยเข็นจักรยานไปจอดพิงข้างร้านขายผลไม้ เอ่ยปากทักทายคุณป้าเจ้าของร้านอย่างคนอัธยาศัยดีแล้วเดินกลับมาหาคีย์
“ ไปกันเถอะ ”
เอ่ยชวนพลางก้าวเท้านำหน้า คีย์มองตามก่อนจะรู้ว่าร้านที่ยองพโยพามานั้น คือ ร้านอาหารของลุงฮีบงที่มินโฮทำงานอยู่
“ ยองพโย ” คีย์หลุดเสียงเรียก รั้งคนตัวสูงให้หันมอง
“ ฉันอยากไปกินร้านอื่น ”
“ ร้านนี้อร่อยสุดในหมู่บ้าน เชื่อฉัน ..ฉันกินตั้งแต่จำความได้เลยนะ ”
อวดอ้างสรรพคุณเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ยังเห็นแววตาสั่นไหวของคีย์คล้ายจะบอกเขาว่าไม่อยากเข้าไปในนั้น ยิ่งคีย์ทำแบบนี้ ..เขาก็ยิ่งสงสัยว่าคีย์กำลังกลัวอะไร
เขายังไม่พร้อมจะเจอมินโฮ และเชื่อว่าอีกคนก็คงไม่อยากเห็นหน้าเขาเสียเท่าไหร่ จนอดคิดไม่ได้ว่ามินโฮคงกล้ำกลืนกับการอยู่ด้วยกันในบ้านและนับเวลารอที่จะมาทำงานที่นี่
“ คิดซะว่าเข้าไปกินอาหาร เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ ”
ยองพโยพูดด้วยเสียงหนักกว่าปกติ ดึงแขนอีกคนให้ก้าวตามตัวเองเข้าไปในร้าน มีคนนั่งกินในร้านอยู่สองโต๊ะ สงสัยจะยังไม่ถึงเวลาเที่ยงคนเลยไม่หนาตาอย่างที่เห็นเป็นประจำ ชายหนุ่มเลือกที่นั่งด้านในสุดก่อนปล่อยมือที่จับคีย์แล้วเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม
คนตัวบางขยับเก้าอี้แล้วนั่งลง ค่อยๆกวาดตามองบรรยากาศในร้านและสะดุดเข้ากับร่างสูงคุ้นตาที่กำลังเดินมาทางโต๊ะพวกเขา
“ จะรับอะไร ”
เชื่อเถอะว่ามินโฮมีมารยาทมากกว่านี้ถ้าเป็นลูกค้าคนอื่น คำพูดไม่มีหางเสียงเอ่ยขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าสองคนตรงหน้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแถมยังรู้จักเป็นการส่วนตัว ดวงตาคมมองหน้าหวานที่พยายามหลบสายตาเขาด้วยการเปิดกล่องตะเกียบแล้วหยิบเลือก เขารู้ว่าคีย์พยายามซ่อนความรู้สึกเสียใจ ..หรือบางทีคีย์อาจกำลังโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้เขาเมินเฉยราวกับคีย์ไม่ใช่คนคุ้นเคยกัน
“ นี่..! ” ยองพโยตบโต๊ะเสียงดังเรียกมินโฮหลุดจากภวังค์ เขาหันไปทางยองพโยก่อนจะมองสีหน้ายียวนของอีกคนที่กำลังใช้ลิ้นดุนผนังแก้มด้านใน
“ ลุงฮีบงไม่ได้จ้างนายให้มายืนเป็นเสาแขวนหมวก ไม่ใช่หรือไง ”
ยองพโยพูดเหน็บ มินโฮเม้มปากกลืนคำตอบโต้แล้วจดรายการอาหารที่ยองพโยสั่ง ซ่อนอารมณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้นเพราะคำพูดของยองพโยด้วยหนึ่ง และเพราะเห็นคีย์อยู่ที่นี่ด้วยเป็นสอง
มินโฮจดรายการมือเป็นระวิงเพราะยองพโยแกล้งสั่งเป็นสำเนียงถิ่นและพูดเร็วจนมินโฮเกือบแกะคำพูดไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่เขาพอจะชินกับสำเนียงพวกนี้อยู่บ้างสืบเนื่องจากลูกค้าในร้านลุงฮีบงส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่พูดคุยกันด้วยสำเนียงท้องถิ่น
ชายหนุ่มยกปลายปากกาขึ้นเมื่อยองพโยพูดจบ มินโฮรู้ดีว่าอีกคนที่มาด้วยกันจะต้องสั่งอาหารด้วย แต่เขาก็เลือกที่จะเหน็บปากกากับขอบผ้ากันเปื้อนแล้วหมุนตัวเตรียมเดินเข้าครัว
จังหวะที่คีย์กำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อสั่งอาหาร ริมฝีปากที่กำลังเผยอขึ้นกลับต้องปิดลง เมื่อแผ่นหลังของมินโฮกำลังเคลื่อนห่างออกไป ไม่แม้แต่เอ่ยถามเขาซึ่งเป็นลูกค้าอีกคน หัวใจของคีย์กำลังฟีบเล็กเสียจนไม่มีกำลังพอที่จะสูบฉีดให้เขาสามารถทักท้วงมินโฮได้
“ นี่ คีย์ยังไม่ได้สั่งเลยนะ ” ยองพโยตะโกนไล่หลัง เป็นเดือดเป็นร้อนแทน แต่มินโฮก็ไม่มีวี่แววจะกลับออกมาข้างนอกอีกครั้ง ยองพโยมองหน้าคีย์ด้วยความเห็นใจก่อนลุกไปยืนตรงประตูทางเข้าห้องครัว เรียกลุงฮีบงเจ้าของร้านแทนลูกจ้างมารยาททรามอย่างมินโฮ
บางทีคีย์ก็อยากนึกโทษยองพโยที่พาเขามาเห็นสายตาเย็นชากับท่าทีเมินเฉยของมินโฮ แต่สุดท้ายถึงเขาไม่มาที่นี่หรือจะอยู่ที่บ้าน มินโฮก็ยังเป็นมินโฮที่มองเหมือนเขาไม่มีตัวตนในสายตาและอาจหมายรวมถึงความรู้สึกอยู่ดี
ชายหนุ่มที่วาดยิ้มทักทายลุงฮีบงเมื่อครู่ เดินกลับมาที่โต๊ะทิ้งก้นลงนั่งจนจุดต่อระหว่างขาเก้าอี้กับแผ่นรองนั่งกระทบกันเสียงดัง ยิ่งเห็นหน้ายิ้มยากของคีย์ด้วยแล้ว เขายิ่งหงุดหงิดใจเพิ่มหลายเท่าตัว
ก็พอจะรู้เค้าแล้วล่ะว่าใครที่ทำให้คนตรงหน้าอยู่ในภาวะซึมเศร้า ..มันต่างจากที่เขาถามคีย์เสียเมื่อไหร่ สงสัยอยู่แล้วว่าระหว่างมินโฮกับคีย์ ต้องไม่ใช่คำว่าพี่น้อง และดูท่ามันคงเป็นเช่นนั้นซะด้วยสิ
ยองพโยวางท่อนแขนสองข้างนาบลงไปกับโต๊ะแล้ววางคางตัวเองบนหลังมือ ช้อนสายตามองใบหน้าหวานที่ยังไม่ยอมเงยมองปกติ
“ มินโฮงั้นเหรอ ”
คีย์เหลือบสายตาขึ้นสบมอง
“ ที่เจ็บน่ะ เพราะมินโฮไม่ดูแลใช่มั้ย ”
“ ... ” คีย์ทำเพียงกลืนน้ำลายหนืดตรงคอให้หายใจหายคอคล่องขึ้นกับคำพูดของยองพโย ดูจากดวงตาของคนตรงหน้าแล้วคงไม่ได้พูดถึงแผลที่เข่าแน่
มือหนาหยิบตะเกียบที่คีย์เลือกและวางตรงหน้าให้ขึ้นมาขยับเล่น
“ ถึงฉันจะไม่ใช่หมอ แต่แผลแค่นี้ ฉันรักษาได้อยู่แล้ว รับรองว่าหายสนิทไม่ทิ้งแผลเป็น ”
คีย์ยิ้มน้อยๆ ก็เพราะยองพโยเป็นแบบนี้ เขาถึงตัดรำคาญไม่ได้สักที เพราะในความรู้สึกนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการของใครสักคน
ก่อนที่คีย์จะได้เอ่ยปากตอบหรือยองพโยจะได้ซึมซับความน่ารักของคีย์มากกว่านี้ อาหารที่ยองพโยสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ มินโฮวางอาหารทั้งหมดแล้วเดินไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะอีกตัวซึ่งอยู่ตรงหน้าทางเข้าครัว สายตาที่ปกติต้องมองให้ทั่วร้านเผื่อว่าลูกค้าจะเรียกใช้กลับจ้องแต่โต๊ะของยองพโยและคีย์ ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งอ่านความรู้สึกยาก ไม่มีใครรู้ว่าในใจของมินโฮคิดอะไร นอกจากตัวเขาเอง
ความสนิทสนมระหว่างยองพโยและคีย์ ถึงแม้จะไม่เท่าเขา แต่ในระยะเวลาไม่นาน ยองพโยก็ทำให้คนที่รักษาระยะอย่างคีย์พูดคุยได้อย่างไม่ถือตัว สายตาของเขาไม่ละจากดวงหน้าที่เคยยิ้มแย้มให้เขาเสมอ แต่ตอนนี้รอยยิ้มนั้นกำลังถูกปันไปให้คนอื่น คงถึงคราวที่มินโฮต้องไตร่ตรองแล้วว่าตัวเขาชอบรอยยิ้มของคีย์เพราะอะไร
..หรือเพราะรอยยิ้มนั้นมาจากใจของคีย์
“ นายโอเคมั้ย ” แทมินนั่งลงข้างจงฮยอน มองซีกหน้าที่ปรากฏร่องรอยความเคร่งเครียด
จงฮยอนหันสบตากลมโตก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“ อวยพรฉันหรือแช่งฉันในใจอยู่ล่ะ ”
“ สมองของนายไม่มีอะไรนอกจากขี้เลื่อยจริงๆ ”
คนตัวบางตวัดสายตามองไปทางอื่น ทิ้งให้จงฮยอนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของอีกคนค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนความรู้สึกหวงและห่วงในใจจะก่อตัวขึ้น สั่งให้แขนของตัวเองยกขึ้นวาดรอบเอวของอีกคนให้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วจูบริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างนุ่มนวล ใช่ว่าความรู้สึกของตัวเองจะสนุกเหมือนอย่างคำถามที่พูดกับแทมิน เขาไม่เคยรู้สึกกดดันขนาดนี้มาก่อนในชีวิตการเป็นนักแข่งรถ ทว่าการแข่งครั้งนี้มีหลายสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในฝีมือและชัยชนะของตน
หนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้นความรู้สึกที่มีต่อแทมิน
“ พรุ่งนี้ฉันจะหยุดเรียน ”
“ ทำไม ”
“ ไปเที่ยวกันเถอะ ”
“ ปกติห่วงเรียนจะตาย ” คนน่ารักค้อนขวับ เมื่อได้ยินเสียงร่างหนาหัวเราะในลำคอ
“ ไปหาของอร่อยกิน แล้วขับรถเล่น ฉันจะยกเวลาของฉันให้นายหมดเลย ”
“ สัญญาแล้วนะ ”
“ อืม ”
คำสัญญาที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีสิทธิรักษาสัญญาหรือไม่ จงฮยอนลืมตาขึ้นมองท้องฟ้าด้านนอกตัวตึกที่มีแสงฟ้าแลบราวกับคืนนี้จะต้องเจอศึกหนักกับพายุฝน และพรุ่งนี้ก็คงมีท้องฟ้าสดใสต้อนรับดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับเขา ถ้าผ่านการแข่งรถคืนนี้ไปได้ พรุ่งนี้เขาก็จะมีความทรงจำที่แสนมีค่ากับแทมิน
ซึงยงเข้ามาเตือนให้เขารู้ว่าอีกไม่กี่นาที เขาจะต้องลงไปเตรียมตัวแข่งกับนักแข่งชาวญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรกิ ซึ่งจงฮยอนเองก็ไม่เคยรู้จักทั้งชื่อและฝีไม้ลายมือที่แน่นอนนัก แต่ได้ยินจากที่ซึงยงไปลองหาข้อมูลมาก็พอจะรู้ว่า ฮิโรกิก็ไม่ใช่กระดูกเคี้ยวง่าย
“ ชอน รถกูไม่มีปัญหาใช่มั้ย ”
“ เออ กูเช็คให้หมดแล้ว ก็เหลือแต่... ”
หนุ่มผมยาวใช้ไขควงชี้ไปที่รถของซึงยงที่จอดอยู่ข้างรถของจงฮยอน
“ รถกูทำไมวะ ”
“ คือถ้าพื้นถนนปกติ กูว่ายางรถมึงก็ใช้ได้อยู่ แต่ถ้าฝนตก กูกลัวว่ามันจะมีปัญหา ” ชอนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ หยดน้ำเม็ดนิดเดียวจะทำอะไรได้ เอาเป็นว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นก็อย่าลืมเอาขนมถั่วแดงไปวางหน้าหลุมกูด้วยแล้วกัน ” ซึงยงพูดติดตลก หันมองหน้าจงฮยอนซึ่งเป็นแนวหัวเราะเสริมเหมือนที่แล้วมา แต่คราวนี้กลับเงียบผิดปกติ
“ กูว่ามึงอย่าแข่งเลยซึงยง งานนี้กูลงคนเดียวได้ ”
“ ได้ไงวะ ฝั่งนั้นก็มีสองคันเหมือนกันนะเว้ย กูไม่ยอมให้มึงเสียเปรียบหรอก ”
จงฮยอนเห็นความมุ่งมั่นและความรักเพื่อนของซึงยงแล้วก็ไม่อยากจะเอ่ยปากให้มันใจเสีย อย่างที่รู้กันว่าเขามีลางสังหรณ์ที่แม่นยำ และตอนนี้เขาก็รู้สึกไม่ดีเอามากๆ เหมือนว่าคืนนี้สิ่งที่เคยมีอยู่ในชีวิตจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา
จงฮยอนสตาร์ทรถ เหยียบคันเร่งเพื่อดูกำลังของเครื่องยนต์ ดวงตาคมที่มองหน้าปัดความเร็วกำลังเบนออกไปนอกหน้าต่างรถและสบตากับแทมินที่ยืนอยู่ข้างชอน แทมินพยักหน้าลงช้าๆคล้ายจะส่งกำลังใจให้เขา จงฮยอนคลี่ยิ้มบางๆรับก่อนจะหันหน้ากลับมามองเส้นถนนอีกครั้ง
รถทั้งสี่คันทะยานออกไปทันทีที่เสียงตะโกนจากคนปล่อยรถดังขึ้น รถของฮิโรกิเร่งความเร็วและแซงขึ้นหน้าก่อนเบียดไปทางขวาเพื่อปิดทางไม่ให้จงฮยอนแซงขึ้นหน้า
“ ห่าเอ๊ย! ” จงฮยอนสบถคำหยาบ เพราะไม่คิดว่าฮิโรกิจะปิดทางเขาเร็วขนาดนี้ มือหนาหยิบวิทยุสื่อสารที่วางอยู่ข้างคนขับขึ้นก่อนจะเรียกซึงยง
“ มึงเข้าขนาบข้างขวา แล้วเดี๋ยวกูขึ้นซ้าย ”
[เออ]
เสียงตอบรับกลับมา พร้อมกับรถของซึงยงที่เร่งขึ้นรักษาความเร็วเท่ากับของฮิโรกิอยู่ทางด้านขวา จงฮยอนจึงขยับรถของตัวเองขึ้นไปทางซ้าย เขาศึกษาเส้นทางมาบ้างจึงพอทราบว่าทางข้างหน้าจะเป็นอุโมงค์วิ่งรถทางเดียว ดังนั้นถ้าเขาเพิ่มความเร็วขึ้นแซงรถของฮิโรกิและให้ซึงยงตีเบียดให้รถฮิโรกิอยู่ในเลนที่ติดกับผนังอุโมงค์ บางทีอาจจะต้องยอมเสียเงินค่าทำสีรถใหม่ให้ซึงยง ถ้าต้องการให้มันเอาฮิโรกิให้อยู่หมัด
“ กูจะขึ้นนำมัน ส่วนมึงเบียดซ้ายให้รถมันอัดไปกับอุโมงค์เลยนะ ”
[ อ่าว รถกูเสียหมดดิ เพื่อมึง กูจะยอมก็ได้! ]
ซึงยงรับคำอย่างจำใจ ระหว่างที่ทำตามแผนของจงฮยอน สายตาของซึงยงก็เหลือบเห็นรถอีกคันซึ่งเป็นของพวกฮิโรกิผ่านกระจกข้าง รถมันแล่นแปลกๆเหมือนว่าที่เคยวิ่งตามท้ายอยู่จะเร่งเครื่องขึ้นมาขนาบอีกข้าง ซึงยงหันขวับมอง สาบานได้ว่าเขาเห็นรอยยิ้มยียวนของมัน
จงฮยอนขับรถขึ้นหน้านำไปแล้ว ตอนนี้เหลือแต่เขาที่ต้องจัดการฮิโรกิอย่างที่จงฮยอนสั่งไว้ ครั้นพอจะขยับรถไปทางซ้ายเพื่ออัดรถของฮิโรกิให้ติดกับผนังอุโมงค์ก่อนที่จะหมดระยะ ซึงยงก็รู้สึกถึงแรงปะทะซึ่งเร็วกว่าที่ตัวเองคาดไว้ เหมือนว่าฮิโรกิเองนั่นล่ะที่ขยับรถเข้าหาเขาด้วยเหมือนกัน แรงปะทะจากฝั่งซ้ายยังไม่ทันหมด ซึงยงก็ต้องหันไปทางขวาในนาทีต่อมา และเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองกำลังตกหลุมพรางที่พวกมันขุดดักไว้
[ ซึงยง มึงอยู่ไหนแล้ว! ]
เจ้าของชื่อหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาก่อนจะกรอกเสียงพร้อมกับบังคับรถที่ถูกรถของพวกฮิโรกิกระแทกเป็นระยะให้อยู่ในเส้นทาง
“ มึงเร่งเครื่องเลย จงฮยอน ไม่ต้องห่วงกู ”
[ ซึงยง นอกอุโมงค์ฝนเริ่มตกแล้ว ถ้ามึงพ้นระยะอุโมงค์ผ่อนความเร็วซะ เดี๋ยวแข่งจบกูจะโทรหามึง ]
“ เออ ”
แม่งเอ๊ย! อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะหมดระยะอุโมงค์แล้ว เขายังสลัดไม่พวกนี้ไม่หลุดเลย แถมดูเหมือนว่าฮิโรกิจะปล่อยให้รถฝั่งมันอีกคนรับมือเขาเหมือนที่จงฮยอนสั่งเขาให้ทำกับรถมัน ซึงยงตัดสินใจก่อนที่ตนจะรับมือกับฮิโรกิไม่ไหว ปรับเกียร์เพิ่มความเร็ว หมุนพวงมาลัยให้หัวรถเข้าไปอยู่ในเลนของฮิโรกิ เหมือนจะขวางไม่ให้รถของอีกคนเร่งได้สะดวก
[ซึงยง ฝนตกหนักแล้ว มึงจอดรถเดี๋ยวนี้!]
เสียงจงฮยอนดังจากเครื่องมือที่นอนอยู่บนเบาะข้างตัว ซึงยงเอื้อมมือกดรับ
“ มึงเลิกห่วงกูซักที รีบเข้าเส้นชัยไปซะ ไอ้ห่าชาวเกาะ จะเล่นกูแบบนี้ใช่มั้ย! ”
รถของฮิโรกิหลุดจากซึงยงไปแล้ว เหลือแต่รถอีกคันที่วิ่งอัดรถเขาอยู่ด้านหลัง จนซึงยงเสียหลัก ฝนที่ยิ่งตกหนักก็ทำให้เขาควบคุมรถลำบากขึ้นเป็นสองเท่า การประคับประคองรถที่ทุลักทุเลเหมือนจะไร้ความหมายเมื่อรถพวกฮิโรกิเร่งเครื่องครั้งสุดท้ายแล้วกระแทกเต็มเหนี่ยวจนรถของซึงยงหมุนคว้าง แม้เจ้าของรถจะพยายามหมุนพวงมาลัยสวนกับทางรถหมุนก็ตาม
คู่หูของฮิโรกิชื่นชมผลงานตัวเองผ่านกระจกหลังที่กำลังฉายภาพรถสีดำของซึงยงที่พุ่งไปชนรั้วเหล็กกระเด็นลงข้างทาง รอยยิ้มจุดประกายตรงมุมปากอย่างพึงใจก่อนขับรถต่อ
นิ้วของจงฮยอนกำลังกดเครื่องมือสื่อสาร ซึงยงไม่ยอมตอบกลับมาอีกหลังจากที่สั่งให้เขาขับรถเข้าเส้นชัย ไม่ว่าเขาจะพูดไปสักกี่ครั้งก็เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่รับ มันผิดวิสัยสำหรับคนพูดมากอย่างซึงยง ใจที่พะวักพะวงห่วงเพื่อนทำให้จงฮยอนไม่ค่อยมีสมาธิกับการแข่ง เผลอเพียงไม่กี่นาทีที่เขาให้ความสนใจซึงยงมากกว่าการแข่ง เงยหน้าขึ้นมองกระจกข้างก็เห็นไฟหน้าจากรถของฮิโรกิโผล่มาเสียแล้ว
จงฮยอนเพ่งมองให้แน่ใจ สุดท้ายฮิโรกิก็สามารถตีตื้นขึ้นมาเสมอรถของเขา ชายหนุ่มหันมองใบหน้าของคู่แข่ง ไม่ต่างจากหนุ่มญี่ปุ่นที่เสมองมาทางจงฮยอนก่อนที่จะชี้นิ้วแม่มือชี้ไปด้านหลังแล้วทำท่าปาดคอ
ยิ่งติดต่อซึงยงไม่ได้ เขาก็ยิ่งกลัวว่ามันจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
แค่เขาเห็นลักษณะไฟหน้าที่ส่องมาก็ทำให้รู้แล้วว่ารถคันนี้ไม่ใช่ของจงฮยอน แทมินก้าวถอยไปด้านหลังก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ตัวเดิม ในหัวมีแต่สีขาวโพลนไปหมด ..คำสัญญาที่ให้จงฮยอนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังแตกเป็นเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเขาและจงฮยอนจะไม่มีคำว่า พรุ่งนี้ อีกต่อไป
แต่สุดท้าย เมื่อถึงเวลา ..กลับเป็นเขาที่อยากจับมือนั้นไม่ปล่อยไปไหน
“ เข้ามาแล้วครับ เฮ้! ฮิโรกิกำลังเข้าเส้นชัย โดยไร้เงาของจงฮยอน ในที่สุด ของงามโอซานก็ต้องเปลี่ยนมือเสียที ต่อไปอีแทมินเป็นของนักแข่งรถจากญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรกิ! ”
คนจัดการแข่งขันประกาศประโยคที่เหมือนคำตัดสินชะตาของแทมิน รถคนสีน้ำเงินจอดเทียบอยู่ตรงหน้าเต๊นท์อำนวยการ ฝูงชนที่ยืนออกันเริ่มกระจายตัวเมื่อฮิโรกิลงจากรถแล้วเดินตรงมาที่แทมิน ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่นาน แน่นอนว่าแววตาของแทมินกำลังพยศและต่อต้านเหมือนที่เคยทำกับจงฮยอนในครั้งแรกที่เจอกัน
ฮิโรกิจับตัวแทมิน ขณะที่อีกคนไม่ยอม
“ ไป ”
“ ฉันจะรอจงฮยอน ” แทมินตอบเสียงเข้ม
เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของแทมิน แม้จะฟังไม่ค่อยออก แต่แววตาที่มองมาก็บอกเป็นนัยว่าปฏิเสธที่จะเชื่อฟังโดยดี ฮิโรกิดึงแขนแทมินไปที่รถ เปิดประตูแล้วผลักร่างอีกคนจนแทมินล้มลงบนเบาะ พอคนตัวบางหันกลับมาเปิดประตูหนี ฮิโรกิก็บีบเข้าที่คางของแทมินก่อนพูดขู่ แทมินจึงยอมนั่งนิ่งแต่โดยดีแม้ในใจจะยังสงสัยข้อความนั้นอยู่ก็ตาม
“ ถ้าไม่อยากให้มันตาย อย่าขัดฉัน ”
“ ซึงยง! ”
ดวงตาคมเบิกโต ถลาลงไปด้านล่าง เคาะกระจกเรียกสติของคนที่แน่นิ่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ
“ ตื่นสิวะ ซึงยง! ” คนที่มีเลือดไหลออกหน้าผากปรือตามองตามเสียงเรียก จึงรับรู้ว่าคนที่ปลุกเขาขึ้นมาคือจงฮยอน อาการเจ็บร้าวทั้งตัวทำให้ซึงยงพูดหรือขยับตัวลำบาก แต่ชายหนุ่มก็ยังฝืนยิ้มให้จงฮยอนแล้วกัดฟันยกนิ้วแม่มือให้อีกคน
จงฮยอนพยายามเปิดประตู แต่ก็ดึงไม่ออก เขามองร่างของเพื่อนสนิทที่กำลังค่อยๆหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา อาการคับแค้นใจและโมโหตัวเองกำลังเดือดพล่านในตัวที่ไม่สามารถทำอะไรได้
“ มึงอย่าทิ้งกูไป ซึงยง มึงอย่าเพิ่งหลับ อย่าเพิ่ง..... ”
น้ำตาลูกผู้ชายกำลังไหลอาบแก้มปนกับหยดน้ำฝน แม้จะไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่ข้างในหัวใจของจงฮยอนก็เจ็บจนหายใจไม่ออก เมื่อเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมาหลายปีจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เสียงรถตำรวจดังเข้ามาใกล้และจอดอยู่ข้างรถจงฮยอน ถ้าเป็นปกติ เจ้าตัวคงรีบเผ่นหนีทันทีที่ได้กลิ่นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ทว่าตอนนี้จงฮยอนกำลังโบกมือเรียกขอความช่วยเหลือจากคู่ปรับ
“ มินโฮ ทานข้าวมาหรือยัง ”
ไม่เคยเบื่อที่จะไถ่ถามด้วยประโยคที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนี้
“ ผมทานมาแล้ว ”
และไม่เข็ดหลาบ ทั้งที่ทุกครั้งที่ได้ยินคำตอบนี้จะเจ็บตรงหัวใจชั่วขณะ
คีย์พยักหน้าให้ตัวเอง กะพริบตาถี่ก่อนจะเลื่อนสายตาที่เคยมองมินโฮไปทางอื่น เพราะกลัวว่าถ้าจ้องมองอีกคนนานกว่านี้ ตัวเขาคงไม่แคล้วจะติดภาพคนใจร้ายในตัวมินโฮ
คีย์ค่อยๆเดินไปที่โต๊ะอาหาร มีบางจังหวะที่มัวแต่ใจลอยเลยเดินสะดุดขาเก้าอี้ แต่ก็ยังดีที่ใช้มือยันผนังได้ทัน ไม่ได้แผลเพิ่มขากความสะเพร่าของตัวเอง หัวใจที่ปั้นความรู้สึกเย็นชาใส่คนตัวบางแทบจะตกลงไปอยู่บนพื้นเมื่อหางตาที่สังเกตอยู่นั้นจับภาพที่คีย์ทรงตัวไม่อยู่ได้ มือมินโฮยื่นออกไปหมายจะประคอง แต่สุดท้ายสมองของตัวเองก็สั่งให้หยุดทำแล้วยืนนิ่งๆแทน
แต่แล้วอาการไม่สนใจใยดีอีกคนก็ถึงคราวต้องยุติลง เมื่อมือบางกำลังเปิดฝาถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและรินน้ำร้อนลงไป ซึ่งก็ตีความได้ไม่ยากว่า..นี่คงเป็นอาหารมื้อเย็นของคีย์
คนที่นั่งมองถ้วยกระดาษกำลังจุ่มตะเกียบลงไปในเส้นที่กำลังสุกได้ที่ ทว่าก่อนที่ตนจะได้ตักคำแรกเข้าปาก ก็มีมือของใครบางคนมาคว้าถ้วยนั้นไปเสียก่อน คีย์มองตามด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ กินแต่แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่แผลที่ขาจะดีขึ้น ”
เขาอยากคิดว่ามินโฮพูดเพราะเป็นห่วงตัวเขา อยากจะยิ้มอย่างมีความสุข แต่สุดท้าย เขาก็ทำไม่ได้
“ ตรงขาดีขึ้นเยอะแล้ว ยองพโยพาไปใส่แผลแล้วก็พันผ้าให้ใหม่ที่โรงเรียนมา ”
ชื่อของ ยองพโย เปรียบเหมือนของแสลงสำหรับมินโฮ แค่ได้ยินชื่อ ..มันก็ทำให้อารมณ์ของเขาที่เป็นปกติเหวี่ยงกลับไปในทางตรงกันข้าม
“ ที่จริงคีย์อาจจะเป็นปกติแล้ว แต่ที่พันแผลไว้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจ ”
คีย์มุ่นคิ้วให้กับคำพูดมองตนในแง่ลบ ใบหน้าของมินโฮมึนตึงและมีดวงตาที่เกรี้ยวโกรธ
“ ฉันไม่เคยทำแบบนั้น ” คนตัวบางย้ำเสียงหนักแน่น
ดวงตาเรียวสบตาอีกคนราวกับจะสู้กันทางสายตา จนคีย์เป็นฝ่ายลุกจากเก้าอี้แล้วขยับเท้าเท่าที่คนขาเจ็บคนหนึ่งจะทำได้เพื่อไปให้พ้นจากคนมองโลกในแง่ร้าย
มือหนาจับแขนของคนตัวบางที่กำลังเดินผ่านหน้าตน
“ ปล่อย ” ยิ่งคีย์ออกแรงขืนเท่าไหร่ มินโฮก็ยิ่งจับแน่น
“ ถ้าไม่ได้แกล้ง แล้วทำไมถึงต้องตะลอนไปข้างนอกทั้งวัน ทั้งที่ขาตัวเองก็ยังเจ็บ ”
อาการขืนแรงของคีย์นิ่งลงทันทีที่มินโฮพูดจบ นิ่งไปนานเหมือนกำลังคิดหาคำตอบ
“ เพราะแผลที่ขาคงไม่เจ็บเท่าความเหงาล่ะมั้ง ”
คีย์ช้อนสายตามองมินโฮอย่างตัดพ้อ กระตุกหัวใจอีกคนให้รู้สึกผิดและแสดงท่าทีอ่อนลง แต่นั่นก็เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่คีย์จะพูดอีกประโยคที่เหมือนลมพัดโหมกองไฟที่กำลังมอดไหม้ให้ลุกติดขึ้นอีกครั้ง
“ ยองพโยเป็นคสคุยสนุก ”
“ พี่ฮานึลเคยบอกว่าโลกข้างนอกไม่ได้สวยงามอย่างที่ฉันคิด แต่ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับคนที่เราอยู่ด้วยมากกว่าว่าเขาทำให้เรามองมันเป็นอย่างไร ” ดวงตาของคีย์เป็นประกาย มินโฮจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อคีย์พูดถึงยองพโยและต่อด้วยคำพูดของฮานึล ราวกับต้องการอ้างอิงว่ายองพโยนั่นล่ะที่ทำให้คีย์มีความสุข
“ คิดถึงยองพโยมากเหรอครับ ”
คีย์มองหน้ามินโฮที่โพล่งถามขึ้นมา
“ ตอบสิครับ! ”
มินโฮพูดอย่างสุภาพ แต่น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความหุนหัน มือหนาจับไหล่คีย์ทั้งสองข้างแล้วดันอีกคนจนกระแทกผนังเหมือนคนขาดสติ
“ นายทำฉันเจ็บอยู่นะ ”
คีย์เกร็งหัวไหล่ บิดไปมาให้หลุดจากมือหนาที่คล้ายจะจิกลงบนผิวเนื้อของเขา
“ แล้วที่คีย์ทำ ผมเจ็บมากกว่าเป็นร้อยเท่า! ” มินโฮตวาด มองหน้าอีกคนราวกับจะโทษว่าเป็นความผิดของคีย์เพียงผู้เดียว
“ ที่นายเจ็บ เพราะฉันไม่ใช่ผู้หญิง ” มุมปากบางยกยิ้ม ขณะที่อีกคนยังเงียบ
“ หรือเพราะฉันไม่ใช่ลูกของคุณซองอู ”
รอยยิ้มที่เผยให้เห็นเนื้อฟันของคีย์ไม่ได้ทำให้มินโฮสุขใจเหมือนครั้งก่อนๆ เพราะดวงตาของอีกคนกลับสะท้อนความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับตัวเขาที่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากคีย์
“ ตกใจมากสินะ ” คีย์แค่นหัวเราะ ทั้งที่เก็บงำเรื่องนี้ ไม่แสดงท่าทีให้มินโฮรู้ว่าตัวเองรู้อยู่เต็มอก เพราะกลัวว่าสักวันที่แสดงความสงสัยนั้นออกไปแล้วจะเห็นอากัปกิริยาที่บอกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมันคือความจริง
“ ฉันเสียใจที่เป็นในสิ่งที่นายคาดหวังไม่ได้ ถ้าการรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของฉันจะทำให้เราไม่เหมือนเดิม ฉันยอมรับได้ เพราะจุดมุ่งหมายของนายที่เข้ามาอยู่ตระกูลคิมก็ไม่ใช่ฉันตั้งแต่แรก ”
แตกต่างกับคีย์เมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นหน้ามินโฮ บางความรู้สึกก็เกิดขึ้น ยิ่งนับวันที่ได้พบหน้าได้พูดคุยกัน มันก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝง
“ ... ” ถ้ามีก้อนอะไรจุกอยู่ที่ลำคอทำให้มินโฮไม่สามารถเอ่ยคำแก้ตัวหรือโต้แย้งใดออกมาได้ สิ่งนั้นก็คงเป็นความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
คีย์ดึงมืออีกคนที่กำลังอ่อนแรงลงออกจากไหล่ ลูบใบหน้าของมินโฮพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก ก่อนสวมกอดอีกคน แม้ว่าจะมีอีกกี่คนที่พูดถึงมินโฮในทางไม่ดีและมินโฮก็อาจเป็นคนอย่างนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่มินโฮจะเป็นและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ..คือคนที่คีย์รักหมดหัวใจ
“ รู้มั้ย มินโฮ ถ้าเลือกได้ ฉันอยากมองนายอย่างที่เป็นนาย และอยากให้นายมองฉันอย่างที่ฉันเป็น ”
จงฮยอนพลิกข้อมือดูเวลาในนาฬิกาที่ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่มาเกือบสามชั่วโมง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของคนที่เขาเฝ้ารอกลับมายังที่พักเสียที เขานอนไม่หลับและไม่มีทีท่าจะง่วงงุนแต่ประการใด ทุกครั้งที่ปิดเปลือกตาลง รอยยิ้มบนหน้าหวานที่สื่อความนัยว่า..ไม่เป็นไร..นั้นก็ลอยเด่นชัด
ถึงแม้เขาจะชื่นชอบมุมปากที่ยกยิ้มและริมฝีปากบางๆของแทมิน แต่ดวงตาที่กะพริบถี่เหมือนกักหยดน้ำตาไม่ให้เผยความอ่อนแอนั้นก็ยังติดตาเขาจนถึงตอนนี้
ถ้าเขายอมเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเอง ถ้าเขาไม่ประมาทฝีมือของฮิโรกิ ตอนนี้เขาก็คงมีแทมินอยู่ในอ้อมกอดให้ความอุ่นไล่อากาศหนาวที่มากับคืนฝนตก และที่สำคัญ เขาก็จะยังมีซึงยงเป็นเพื่อนสนิทต่อไป
“ ฮึก ฮึก.. ”
จงฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าเขาเสียมันไปมากแค่ไหนแล้ว ทุกหยาดหยดเขาไม่คิดเสียดาย มันคุ้มค่าและสาสมที่เขาจะต้องเสียให้กับการทระนงตนในชื่อเสียงที่ไม่มีตัวตนเหมือนที่คุณซองอูเคยบอก
แต่หัวใจของจงฮยอนก็ยังดื้อดึงที่จะกลับมาทวงถามถึงของเดิมพันที่เคยเป็นของตน
เขาจะทำให้ฮิโรกิมันรู้ว่า..คิมจงฮยอนไม่ใช่คนที่ใครจะมาเหยียบหัวแล้วถ่มน้ำลายใส่ได้ง่ายๆ
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มมาแต่ไกลก่อนจะเบาเครื่องและจอดไม่ไกลจากตำแหน่งที่จงฮยอนยืนอยู่ แค่เห็นแสงไฟหน้ารถก็พอรู้ว่าเป็นรถใคร จงฮยอนปาดน้ำออกจากใบหน้า เพ่งมองทะลุม่านฝนไปยังคนที่อยู่ด้านในรถ เขาเห็นแทมินที่นั่งอยู่ข้างคนขับ
ฮิโรกิโน้มหน้าไปคุยกับแทมินสองสามประโยคก่อนที่จะจับหน้าของแทมินดึงเข้ามาใกล้แล้วบดเบียดจูบส่งท้าย จงฮยอนแทบจะปรี่เข้าไป กัดฟันลงบนริมฝีปากอย่างคับแค้นใจ ไม่กี่อึดใจ แทมินก็ก้าวลงจากรถก่อนที่รถของฮิโรกิจะแล่นออกไป โดยไม่แม้แต่จะรอให้แทมินเข้าไปในตัวตึกอย่างปลอดภัยก่อน
“ แทมิน.. ”
จงฮยอนรู้สึกว่าหลอดลมตัวเองกำลังตีบตันลงทุกขณะ เสียงของเขาเบามาก แต่แทมินก็ยังได้ยินและก้าวเดินมาหาเขาด้วยท่าทางเหมือนจะล้มลงตลอดเวลา
“ แทมิน! ”
ร่างหนาปราดเข้าไปรับตัวคนตัวเล็กไว้ ยกมือลูบใบหน้าซีดเซียวของอีกคนด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเต็มอก
“ ฉัน..ไม่เป็นไร ”
แค่เสียงที่เปล่งออกมายังเหลือเพียงลมแผ่วๆ แล้วจะให้จงฮยอนเชื่อคำพูดของคนในอ้อมกอดได้อย่างไร
“ หยุดพูดซะที ”
“ นายร้องไห้เหรอ จงฮยอน ” ฝ่ามือบางยกแตะใต้ตาของจงฮยอนที่มีหยดน้ำอุ่นไหลปนกับเม็ดฝนเย็น ใบหน้าหล่อของจงฮยอนกำลังเลือนลาง แทมินไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายฝนที่กระหน่ำลงมาหรือเพราะอาการมึนหัวที่กำลังเล่นงานเขาอยู่ตอนนี้
“ ฉันไม่ได้ร้อง ”
“ โกหก ” แทมินคลี่ยิ้มบางๆ
“ ลืมตาโตๆของนายมองสิ ฉันไม่ได้ร้องจริงๆ ฮึก.. ”
ยิ่งเห็นแทมินกลับมาด้วยสภาพย่ำแย่ จงฮยอนก็รู้สึกใจสลาย มือของแทมินตกลงข้างตัวทำให้จงฮยอนรู้ว่าอีกคนหมดสติไปแล้ว ยกหลังมือแตะผิวแก้มถึงได้รับรู้อุณหภูมิร่างกายของแทมินที่สูงผิดปกติ
“ แทมิน ตื่นสิ ..แทมิน! ” จงฮยอนตบแก้มอีกคนเบาๆเพื่อเรียกสติ แต่แทมินก็ยังนอนนิ่ง
ชายหนุ่มรีบอุ้มร่างคนตัวเล็กเข้าไปนั่งข้างคนขับก่อนที่ตัวเองจะวิ่งอ้อมมาอีกฝั่งแล้วออกรถด้วยความร้อนใจระคนเป็นห่วงแทมิน ในชีวิตของจงฮยอนมีคนสำคัญอยู่ไม่กี่คน คุณซองอูและคีย์เป็นสองคนแรกที่อยู่ในกลุ่มนั้น
แล้วอีแทมินเป็นใคร ..ถึงกล้าทำให้จงฮยอนห่วงแหนมากกว่าตัวเองหลายร้อยเท่า
โปรดติดตามใน # 15
ที่จริงซีนบนสุดที่เป็นมินคีย์จะต้องอยู่พาร์ทก่อนหน้าอ่ะ แต่แบบ..เพิ่งมานึกได้ว่าต้องใส่ก่อนซีนสุดท้ายตอนที่แล้วเลยเขียนแทรกๆเข้าไป ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้ฟีลกัน ,, อุตส่าห์พยายามปั่นอย่างหนักหน่วงเมื่อวันอังคาร ในใจก็คิดอีกฉากเดียวเองรีบเขียนๆ ที่ไหนได้ พอเลื่อนลงมาดูซีนที่ยังไม่ได้เขียนของตอน 14 ยังเหลืออีกตั้ง 2 ซีน แม่เจ้า! อิไอซ์ปิดคอมพ์แล้วไปนอนเลยจ่ะ ปวดหัวจริงจัง ,, ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เขียนฉากแข่งรถจบ อยากจะบอกว่าตอนเขียน มันส์มาก ไม่รู้ว่าคนอ่านจะมันส์ไปกับเราหรือเปล่า แต่ก็แอบรู้สึกนะว่าเขียนห้วนๆยังไงไม่รู้ แถมดูตัดไปตัดมาเหมือนฉายหนังซะงั้นอ่ะ (นี่เธอเขียนฟิคนะ น้ำแข็ง ไม่ใช่ผู้กำกับ!)
ปล.87xx คำสำหรับตอนนี้ ใครบอกว่าน้ำแข็งอัพน้อย น้ำแข็งจะเลิกเขียนเรื่องนี้แล้ว T^T

